พิษเสน่หา 48 (จบ)
posted on 02 Apr 2008 20:25 by khomglin in LovePotion-End
บทสุดท้ายของโศกนาฏกรรม
ภาพสายฝนที่โปรยปรายลงมา ให้ความรู้สึกหม่นเศร้าคล้ายกับว่าผืนฟ้ากำลังร่ำไห้ ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำทุกขณะจิต โดยเฉพาะร่างสีขาวพิสุทธิ์ของประธานองคมนตรีแห่งปามะห์ที่ยืนเดียวดาย แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยท่าทางเหม่อลอย
ในมือขององคมนตรีเฒ่าถือดาบแก้วเปราะบาง ที่แทบจะไม่มีเลือดให้เห็น นอกจากหยดเลือดไม่กี่หยดที่ปลายดาบ และแทบเท้าขององคมนตรีเฒ่า คือร่างไร้ลมหายใจของภรรยาเอกที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีแดงที่มาจากชุด และเลือดที่ผสมกับน้ำฝน จนที่ตรงนั้นกลายเป็นทะเลเลือด ภาพนั้นได้กระชากผู้มองให้ตกอยู่ในห้วงแห่งอนธการที่มีแต่ความหมองเศร้า
สายลมโปรยในวันนั้น คงเปรียบดั่งน้ำตาของผู้ลงทัณฑ์ที่ไม่อาจกรีดร้องให้ใครเห็น มันบีบคั้นหัวใจของสิริกัญญาให้ต้องหลั่งน้ำตาแทนบิดา ที่ไม่อาจร้องไห้ต่อหน้าสาธารณชนได้ และวันนี้...วันที่เธอมาร่วมพิธีอัญเชิญพระศพเหล่าพระญาติ ที่ต้องบรรทมอยู่นอกแผ่นดินเกิดมานานให้กลับคืนสู่มาตุภูมิ เธอก็ได้เห็นความเดียวดายล้อมรอบตัวบิดาอีกครั้ง ยามที่ท่านจ้องมองโลงบรรจุศพของภรรยาทั้งสอง ที่เป็นหนึ่งในเหยื่อของโศกนาฏกรรมสีน้ำเงิน
ภาพตรงหน้าพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตาที่เข้ามาบดบัง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ร้องไห้เช่นวันแรกอีก เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงมือหนาที่สวมกุมเข้ามาในอุ้งมือ มือข้างนั้นบีบกระชับด้วยน้ำหนักปลอบโยน และมันก็ให้ความรู้สึกอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจ
สิริกัญญาเหลือบตาไปมองคนที่ยืนอยู่เคียงกายอย่างแช่มช้า ราเชนไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักอย่าง นอกจากมองตรงไปเบื้องหน้า ที่เริ่มมีการยกโลงศพเหล่าผู้วายชนม์เข้าสู่สุสานกษัตริย์ ซึ่งโลงพวกนั้นไม่ได้มีแต่เชื้อสายเทพ แต่ยังมีทหารหาญที่ปกป้องแผ่นดินจนตาย รวมไปถึงผู้ตกเป็นเหยื่อของสงครามครึ่งศตวรรษ อันเป็นการตอบแทนเพียงอย่างเดียวที่เจ้าหลวงวิวัสวัตมอบให้แก่ผู้วายชีวาได้
กว่าทุกอย่างจะจบสิ้น เวลาก็ล่วงผ่านไปจนดึก สิริกัญญามองดูประตูผาที่ปิดลงด้วยกลไกบางอย่าง ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่อย่างน้อยความรู้สึกนี้ก็ไม่มีความเศร้าแฝงอยู่ มันอาจจะเป็นความอาลัยที่จะต้องจากญาติพี่น้องไป เพราะเธอไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเยี่ยมเยียนพวกเขาอีกเมื่อไร หญิงสาวเดินก้มหน้าไปตามแรงจูงของราเชนที่พากลับปราสาทเทพบันเทิงเช่นคนอื่น ในใจก็ครุ่นคิดถึงตอนที่พูดคุยกับท่านจินดาก่อนมากูราหนึ่งวัน
ค่ำคืนที่สิริกัญญากลับมานอนที่คฤหาสน์พรหมเทวา หญิงสาวรู้สึกใจหายไม่น้อยที่รู้ว่านี่เป็นค่ำคืนสุดท้ายที่เธอจะได้นอนอยู่ที่นี่ เพราะเมื่อไปสรวงสวรรค์ของชาวสีน้ำเงินแล้ว เธอจะต้องเข้าพิธีประทานยศเป็นเจ้าหญิง เพื่อเตรียมถูกส่งตัวเข้าสู่ตระกูลปาเยนทร์ตามสนธิสัญญาสามรัฐ
แม้ทางปามะห์จะบอกมาว่าไม่ต้องทำพิธีแต่งตั้งให้ยุ่งยาก เพราะอย่างไรก็รู้กันอยู่แล้วว่าสิริกัญญาสืบสายเลือดสีน้ำเงินมาจากใคร แต่ทางนามธรรม หญิงสาวยังเป็นบุตรีคนที่สิบเก้าของประธานองคมนตรีแห่งปามะห์ มิใช่เจ้าหญิงแห่งกูรา เจ้าหลวงวิวัสวัตกับท่านจินดาจึงตกลงกัน ว่าจะให้เป็นเจ้าหญิงทั้งรูปธรรมและนามธรรม เพื่อไม่ให้ใครมาลบหลู่เกียรติได้
สิริกัญญาเงยหน้าขึ้นมองราเชนด้วยความสงสัย ว่าชายหนุ่มจะคิดอย่างไรกับการที่เธอได้เป็นเจ้าหญิง เพราะการแต่งงานกับลูกทาสนั้น เป็นคนละเรื่องกับการแต่งงานกับเจ้าหญิงเลยทีเดียว แล้วหญิงสาวก็นึกแปลกใจ ที่เห็นว่าเขาไม่ได้พากลับปราสาทเทพบันเทิงอย่างที่คิดไว้ เขาพาเธอลัดเลาะมาตามแนวผาสเรมบัน จนมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ทอดต้นติดอยู่ริมผา และดูไปแล้วก็เหมือนกับว่ามันเป็นคุณปู่อารมณ์ดี ที่กำลังแหงนหน้าชมจันทร์และหมู่ดาว ท่ามกลางแสงหิ่งห้อยที่ไต่ตอมอยู่ตามใบ
“ที่นี่ที่ไหนหรือคะ” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงดังแข่งกับน้ำทะเลที่ซัดเข้ากระทบผา พลางยกมือป้องลมที่พัดผมเธอจนยุ่ง
“ผาทะเลดาว” ราเชนคลี่ยิ้มน้อย พลางยกร่างบอบบางขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง ที่ยื่นลงมาใกล้พื้นดิน คล้ายกับว่าคุณปู่ใจดีกำลังเชิญชวนให้พวกเขาเข้ามานั่งชมจันทร์เป็นเพื่อน
สิริกัญญาครางอือในลำคอกับชื่อผาที่ดูเหมาะกับสถานที่แห่งนี้ ด้วยบนฟากฟ้าเต็มไปด้วยดาวนับล้านดวง ซึ่งหญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเคยเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้ายามกลางคืนครั้งสุดท้ายตอนไหน และเมื่อได้มองดูดวงจันทร์อร่ามเรือง กับดวงดาวสุกสกาวที่ประดับอยู่บนผืนราตรี จิตใจที่สับสนวุ่นวายก็ดูจะสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ
ดวงตาสีน้ำเงินเหลือบมองคนที่ยืนพิงกิ่งไม้อวบ พลางเงยหน้าขึ้นมองดูดาวอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมา ราเชนคงรู้ว่าเธอมีเรื่องกลุ้มใจบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้พูดถามอะไรเธอออกมาสักคำ นอกจากหาสถานที่พักผ่อนจิตใจให้เธอเท่านั้น
“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา พลางแตะมือลงบนท่อนแขนแข็งแรงที่พาดอยู่บนกิ่งไม้ที่เธอนั่ง
“สบายใจแล้วใช่ไหม” ราเชนพูดพลางวาดวงแขนโอบรอบเอวบาง แล้วหมุนตัวไปประจันหน้ากับร่างบอบบางที่คลี่ยิ้มตอบกลับมา
“รู้ได้ยังไงคะว่าข้ามีเรื่องไม่สบายใจ ข้าว่าข้าไม่ได้ทำสีหน้าผิดปกติอะไรเลยนี่นา” สิริกัญญาเอียงคอมองด้วยท่าทางสงสัย เรียกเสียงหัวเราะจากคนรู้มากที่สังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติบางอย่างของหญิงสาว
“ก็เจ้าแอบมองข้าตลอด แถมยังทำสายตาเขม่นใส่ ราวกับโกรธกันมาสักสิบชาติ” ราเชนพูดพลางโคลงศีรษะไปมากับการถูกจับจ้องที่ไม่ได้โดนมานาน ก่อนใช้ข้อนิ้วไล้ตามแก้มเนียนเย็นชื้นจากลมทะเล “ยังติดใจเรื่องท่านจินดากับปลายมาศอยู่งั้นหรือ”
ร่างบอบบางสะดุ้งโหยงกับคำพูดที่แทงเข้ามากลางใจ และท่าทางนี้ก็ทำให้ชายหนุ่มเดาได้ว่าตัวเองทายถูก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่หญิงสาวจะคิดติดใจในตัวของบิดาและพี่ชาย ในเมื่อคนอื่นยังตกตะลึงพรึงเพริดกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปขององคมนตรีเฒ่า โดยเฉพาะเส้นผมสีขาวที่ท่านอดทนเก็บซ่อนอยู่ใต้วิกผมมานานหลายปี
ส่วนปลายมาศก็สร้างเสียงฮือฮาได้ไม่แพ้กัน เมื่อฐานะที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผย ราเชนยังจำได้ดีเลยว่าเจ้าชายชัยนเรนทร์ทำท่าเหมือนจะรับไม่ได้ ที่เด็กที่ทรงเลี้ยงดูมาตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยกเป็นถึงเจ้าชายรัชทายาท ที่พวกเขาตามหามาเนิ่นนาน และมันก็ตอบคำถามให้เจ้าชายได้ว่านางชีที่เปรียบเหมือนเทพจันทราคนนั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับคนที่พลิกสถานะจากคนธรรมดาสามัญขึ้นมาอยู่สูงเทียมฟ้า
แต่กระนั้นปลายมาศก็ปฏิเสธสิทธิ์อันชอบธรรมในกูรา และขอดำรงตนเป็นบุตรชายของประธานองคมนตรีแห่งปามะห์ ซึ่งเจ้าชายชัยนเรนทร์ก็ต้อนรับรองผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ ด้วยการกลั่นแกล้งที่หนักข้อขึ้นกว่าเดิม อันเป็นการแสดงความดีพระทัยที่ทำให้คนถูกแกล้ง นึกอยากกลับบ้านแท้จริงของตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด
มันไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอกที่จะทำตัวให้เป็นปกติได้ เมื่อรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วคนที่เป็นคนธรรมดาในสายตาของตัวเองมาตลอด กลับกลายเป็นคนสำคัญที่แผ่นดินกูราจะขาดเสียไม่ได้ แต่เจ้าหลวงกับเจ้าชายชัยนเรนทร์ก็ทรงได้พิสูจน์แล้วว่าทั้งคู่ยังเป็นเหมือนเดิม ท่านจินดาก็ยังคงเป็นตาแก่ใจดีแสนซื่อ ที่ถูกเจ้าหลวงปั่นหัวเป็นว่าเล่น ส่วนปลายมาศก็ยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และดูท่าจะได้เป็นผู้ปกครองเบื้องหลังของคฤหาสน์พรหมเทวา คู่กับแสงอรุณที่เป็นผู้ปกครองเบื้องหน้า
“ถึงท่านจินดาจะเป็นเจ้าผู้ปกครองน่านฟ้ามืดแห่งกูรา แต่เขาก็ยังเป็นพ่อของเจ้าไม่เปลี่ยน ส่วนปลายมาศถึงจะนับลำดับญาติว่าเขาเป็นอาของเจ้า กระนั้นเขาก็ยังทำตัวเป็นพี่ชายของเจ้าตามปกติ” ราเชนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งติเตียนกึ่งสั่งสอน ด้วยชายหนุ่มสังเกตเห็นมาตลอดว่าหญิงสาวสร้างกำแพงขึ้นมาขวางกั้นบิดากับพี่ชายไว้
“พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนก่อนที่เจ้าจะรู้ความจริงว่าพวกเขาเป็นใคร แล้วเจ้าจะยังไม่พอใจอะไรอีกงั้นหรือ สิริกัญญา”
“ข้าไม่ได้ไม่พอใจท่านพ่อกับพี่ปลายมาศ ข้าแค่ไม่พอใจตัวเอง” หญิงสาวสารภาพเสียงโหย พลางมองเจ้าของวงแขนที่โอบกอดรอบเอวด้วยสายตาอัดอั้นตันใจ ที่ไม่รู้ว่าจะระบายออกมาอย่างไรดี “ข้ามันไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย ทั้งที่ข้ายืนอยู่ตรงนั้นแท้ ๆ ข้ายืนรอให้ท่านพ่อกับท่านพี่เรียกใช้ข้า จะให้ข้าทำอะไรก็ได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระสักเล็กน้อยก็ยังดี ข้าก็เป็นสีน้ำเงินเหมือนกันไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่ให้ข้ารับผิดชอบอะไรบ้างล่ะ”
“รู้ไหมว่าทำไมเขาถึงไม่เรียกใช้เจ้า” ราเชนเอ่ยเสียงนุ่ม พลางลูบแผ่นหลังบอบบางที่สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นไร้เสียง ก่อนเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นสบตาตอบ “ไม่ใช่ว่าเจ้าไร้ประโยชน์หรอกนะ แต่เจ้าต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่ใหญ่เกินตัว และหนักเกินกว่าที่บ่าเล็ก ๆ ของเจ้าจะรองรับมันได้”
“ข้าไม่มีเรื่องอะไรต้องรับผิดชอบนี่คะ” สิริกัญญาเอ่ยประท้วง แต่ก็ต้องหุบปากเงียบ เมื่อสบเข้ากับดวงตาแพรวพราวของคนที่เริ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น
“พูดอย่างนั้นข้าน้อยใจนะ เจ้ากลับกูรามารับยศเป็นเจ้าหญิงเพื่ออะไรกันล่ะ แล้วยังต้องทนต่อแรงกดดันจากรอบข้าง และต้องวางตัวให้เหมาะสมกับฐานะนั้นอีก ไม่ใช่เพื่อมาแต่งงานกับข้าหรือไง”
สิริกัญญาไม่ได้คล้อยตามคำหวานเลยสักนิด เพราะเธอยังมีเรื่องค้างคาใจเกี่ยวกับตัวของชายหนุ่มตั้งหลายเรื่อง มือเรียวบางรีบยันใบหน้าคมคายให้ออกห่าง ก่อนที่ตัวเองจะไม่มีสิทธิ์ได้พูดอีก และหากไม่ติดว่าตัวเองจะถูกเล่นงานกลับ เธอก็อยากจะฝังเล็บลงบนใบหน้า ที่ใช้โปรยเสน่ห์ใส่ผู้หญิงทั่วปามะห์ไม่หยุดหย่อนให้หายหมั่นไส้
“ท่านนี่จ้องจะลวนลามข้าอีกแล้ว!”
“จูบคนรักตัวเองมันผิดตรงไหน อีกอย่างเราก็รู้จักกันลึกซึ้งแล้วไม่ใช่หรือไง เรื่องแค่นี้จะอายไปทำไมล่ะ”
ดวงหน้าขาวขึ้นสีแดงเข้มกับคำหยอกที่ทำเอาหัวใจกระตุก แล้วภาพเหตุการณ์ในวันหวามไหวก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ รอยจูบที่เขาฝังไปทั่วซอกคอ เนินไหล่และหน้าอกดูจะร้อนวูบวาบขึ้นมาทันใด คล้ายกับจะย้ำเตือนว่าผู้ชายตรงหน้านี้ ได้ตีตราประทับจองตัวเธอไว้แล้ว และมันก็เป็นความโชคดีของสิริกัญญา ที่คุณผกาแก้วเข้ามาห้ามทัพได้ทัน ก่อนที่เรื่องจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ ซึ่งราเชนก็ถูกพระนมของเจ้าหญิงแสงอัปสร ที่เธอนึกรักขึ้นมาทันทีต่อว่าไปชุดใหญ่ ชายหนุ่มจึงจำต้องล่าถอยไปอย่างไม่เต็มใจเท่าไร
“ยังไม่ได้รู้จักลึกซึ้งอะไรสักหน่อย”
“งั้นมาทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งตอนนี้เลยดีไหม ที่นี่ไม่มีใครเดินผ่านมาเสียด้วย”
สิริกัญญาหวีดร้องเสียงดัง เมื่อถูกมือใหญ่ดึงลงมาจากกิ่งไม้ที่นั่งชมดาวให้นอนอยู่บนพื้นหญ้านุ่ม โดยมีร่างสูงตามลงมาทาบทับ ริมฝีปากสวยดั่งอิสตรีปิดกั้นเสียงร้อง ที่คิดจะประท้วงต่อข้อเสนอที่เขาไม่คิดจะให้เธอได้ปฏิเสธ
หญิงสาวดิ้นขลุกขลักไปมาภายในวงแขนใหญ่ สองมือไล่ทุบไปตามแนวบ่ากับแผ่นอกกว้าง ที่ไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อแรงของเธอเลยสักนิด แล้วเธอก็หลับตาปี๋ เมื่อริมฝีปากคู่สวยของชายหนุ่มไล่ต่ำลงไปจนถึงเนินอก แต่เขาก็หยุดอยู่แค่นั้น จนเธอต้องเปิดเปลือกตาข้างหนึ่งขึ้นมองด้วยความแปลกใจ
ราเชนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อคำพูดของคุณผกาแก้วเวียนวนผ่านเข้ามาโสตประสาทอีกครั้ง พระนมผู้ชราย้ำเตือนว่าสิริกัญญาไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ที่เขาจะเด็ดดมเหมือนดอกไม้ริมทางได้ง่าย เธอเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งกูราที่ต้องรักษาเกียรติไว้เท่าชีวิต แล้วแม่นมเฒ่าก็ดันเอาเรื่องพรมจรรย์ของหญิงสาว มาเกี่ยวโยงกับเกียรติอันสูงส่งนั้นอีก จนมันกลายเป็นคำสาปที่ทำให้เขาแตะต้องเธอไปมากกว่านี้ไม่ได้
“เฮ้อ...ข้าอยากให้งานแต่งงานเลื่อนเข้ามาเร็ว ๆ จัง” ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับหน้าอกนุ่มนิ่มของคนที่ไม่กล้าขยับไปไหน ด้วยกลัวว่าจะโดนลวนลามอีกรอบ
“นอกจากเรื่องแต่งงานแล้ว ท่านคิดเรื่องอะไรอีกบ้างไหม” คำถามนี้ไม่ได้มีรอยประชดประชันแฝงอยู่ แต่พอได้ทบทวนคำพูดห้าวห้วนก็ทำให้ชวนเข้าใจผิดได้ง่าย หญิงสาวมองเจ้าของดวงตาสีถ่านที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาตอบด้วยท่าทางระแวดระวัง เมื่อดวงตาคู่นั้นทอแววพราวระยับอีกครั้ง
“นอกจากเรื่องแต่งงาน ก็มีเรื่องที่เราจะมีลูกกันกี่คนดี ข้าอยากได้ทั้งลูกชายลูกสาว ก็ต้องมีอย่างต่ำสองคนสินะ ลูกแฝดก็น่าสน”
คนที่ไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องการมีลูกหน้าแดงแปร๊ดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ และดวงหน้าที่เหมือนลูกตำลึงสุกเช่นนี้ก็เรียกรอยเอ็นดูจากคนที่อยากมีลูกหลายคน ชายหนุ่มฝังจมูกลงบนแก้มสีแดงปลั่งของคนขี้อาย พลางกระชับร่างบอบบางแน่นขึ้น
“แล้วข้าก็นึกอยู่ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะกักเก็บเจ้าที่ชอบออกมาซุกซนในโลกภายนอก ให้อยู่แต่ในคฤหาสน์ได้”
“ถ้าไม่อยากให้ข้าหนีเที่ยวก็พาข้าออกมาเที่ยวบ่อย ๆ สิคะ” สิริกัญญาตอบเสียงอู้อี้กับแผ่นอกกว้าง เมื่อชายหนุ่มพลิกตัวนอนเคียงคู่ แล้วโอบเธอให้หนุนนอนท่อนแขนพร้อมกับมอบความอบอุ่นที่เผื่อแผ่ไปถึงหัวใจดวงเล็ก “แล้วก็มัดมือข้าติดไว้กับมือของท่าน แค่นี้ข้าก็ไม่คลาดไปจากสายตาของท่านแล้ว”
“อย่าพูดจาชวนให้ข้าอยากจับเจ้ากดอีกรอบสิ” ราเชนพูดพลางกลั้วหัวเราะในลำคอ พลางจับมือเล็กที่ทุบรัวบนหน้าอกแก้อาการเขินอาย ซึ่งมันเป็นกิริยาที่ชายหนุ่มเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก และเขาก็ชอบมันเสียด้วย
“สิริกัญญา”
“คะ” หญิงสาวตอบกลับเสียงอุบอิบ ดวงหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมา เมื่อคำเรียกขานนั้นอ่อนหวานเสียจนหัวใจเต้นโครมครามเหมือนเสียงกลอง
“มันอาจจะช้าไปหน่อยสำหรับสิ่งที่ข้าจะพูด แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าข้าพูดในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับตำแหน่ง หรือเหตุผลทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น เจ้าจะยอมรับคำขอแต่งงานของข้าไหม” จะว่าไปราเชนก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ด้วยชายหนุ่มไม่เคยขอใครแต่งงานมาก่อน ดังนั้นสิริกัญญาจึงเป็นผู้หญิงรายแรก ที่เขาคิดจะขอแต่งงานเลยทีเดียว
“แต่งงานกับข้านะ สิริกัญญา”
“ท่านพูดช้าไปจริง ๆ ด้วย” หญิงสาวบ่นงึมงำกับตัวเอง ก่อนยกท่อนแขนขึ้นสวมกอดเอวหนา แล้วซุกหน้าลงกับแผ่นอกกว้างที่มีเสียงหัวใจเต้นรัวเร็วไม่แพ้เธอ
“นี่...ไม่คิดจะตอบอะไรข้าหน่อยหรือไง” ราเชนที่เฝ้ารอคำตอบด้วยความลุ้นระทึก ร้องประท้วงออกมาเมื่อไม่ได้ยินคำตอบที่ต้องการ มันเรียกเสียงหัวเราะจากคนถูกขอแต่งงานที่รู้ดีว่าหากพูดคำนี้ออกไป เธอต้องโดนเขาลวนลามอย่างไม่ต้องสงสัย
“ถ้าข้าไม่ตกลง ท่านจะทำยังไงล่ะค่ะ นิสัยของเจ้าปาเยนทร์น่ะอยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้เสมอ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะปล่อยมือไปจากข้าง่าย ๆ เมื่อก่อนท่านทำอะไรกับข้าไว้บ้าง ข้ายังจำได้อยู่นะ”
คำตอบที่ไม่ได้อยู่ในตัวเลือกที่คาดคะเน ทำเอาราเชนเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง แล้วชายหนุ่มก็หัวเราะเสียงดัง ก่อนพลิกตัวทับร่างบอบบางที่หวีดร้องด้วยความตกใจ กับผลที่ตัวเองคาดเดาไว้ตั้งแต่แรก แต่ก็ยังทำใจให้เตรียมพร้อมไม่ได้อยู่ดี
“อย่านะคะ! ข้าไม่ยอมให้ท่านแกล้งข้าแน่” หญิงสาวเอ่ยห้ามเสียงเข้ม พลางดันใบหน้าคมคายไม่ให้เข้ามาใกล้มากเกินไปนัก
“ข้าไม่ได้แกล้งเสียหน่อย แค่คิดจะให้รางวัลที่เจ้าพูดได้ถูกใจเท่านั้น”
คำพูดหนักแน่นกับดวงตาพราวระยับนั้นดูไม่น่าไว้วางใจอย่างไรพิกล สิริกัญญารีบพลิกตัวหนี แต่ก็ถูกกดทับจนขยับไปไหนไม่ได้ แล้วหญิงสาวก็รู้สึกถึงริมฝีปากเย็นชื้นที่กดลงมาตรงต้นคอแผ่วเบา รอยสัมผัสนั้นนุ่มละมุน และหลอมตัวเธอให้อ่อนยวบเหมือนขนมวุ้น มือหนาที่กอดรอบเอวเลื่อนขึ้นมาสวมกุมมือเล็ก และยกขึ้นมาพรมจูบซ้ำไปซ้ำมาไม่มีเบื่อ
“ข้าไม่ยอมให้เจ้าหนีแน่ เจ้าต้องแต่งงานกับเจ้าปาเยนทร์ผู้นี้”
สิริกัญญาพริ้มตาหลับลง คล้ายจะซึมซับคำขอแต่งงานกึ่งบังคับ ที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหวานละมุนจนเธอเผลอใจพยักหน้าตอบตกลงตามเสียงเรียกร้องภายใน หญิงสาวพลิกตัวหันกลับไป ก่อนชะโงกหน้าขึ้นจูบมุมปากของคนที่คร่อมทับแผ่วเบา ราเชนกลั้วหัวเราะเล็กน้อย พลางจับคางมนไม่ให้เจ้าของดวงหน้าขาวได้เบือนหนี
“แค่นี้ข้าไม่ต้องการหรอก ขอจูบแบบผู้ใหญ่กว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง”
“ท่านก็ทำเองสิ” หญิงสาวสะบัดเสียงตอบอย่างไม่พอใจ แต่ก็ปิดปากแทบไม่ทันเมื่อตัวเองหลุดพูดเรื่องต้องห้ามไปเสียแล้ว
ดวงตาสีถ่านทอแวววาบขึ้น กับคำเชิญชวนน่ารักน่าชังที่จะทำให้อดใจไม่ไหว ชายหนุ่มกลั้วหัวเราะในลำคอ ก่อนหอมแก้มเนียมฟอดใหญ่ แล้วลุกขึ้นนั่งโดยพยุงร่างบอบบางให้ลุกขึ้นตาม “เรากลับกันดีกว่า เดี๋ยวทางโน้นจะเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับกันเสียก่อน พวกเขายิ่งระแวงอยู่ด้วยว่าคนมือไวอย่างข้า จะปล่อยเจ้าหญิงของเขาให้บริสุทธิ์จนกว่าจะถึงวันแต่งงานได้หรือเปล่า”
“พิสูจน์สิคะ ท่านทำได้อยู่แล้ว” สิริกัญญาคลี่ยิ้มหวานตอบกลับไป พลางลุกขึ้นยืนเต็มแรงดึง และปัดเศษหญ้าที่ติดตามเสื้อผ้า โดยมีราเชนคอยช่วยปัดให้
คนมือไวหลุดหัวเราะออกมาแผ่วเบา ก่อนเดินจูงมือว่าที่เจ้าสาวที่กำลังท้าทายความอดทนของเขาอยู่ทุกขณะ ชายหนุ่มยกมือขึ้นที่กอบกุมขึ้นมาจุมพิตอีกครั้ง ก่อนหันไปมองดวงหน้าขาวที่เอียงคอมองสบตาตอบด้วยสายตาไว้วางใจเต็มเปี่ยม
อย่างไรเสีย เวลาที่เฝ้ารอก็ใกล้เข้ามาแล้ว จะรออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป
ภาพสายฝนที่โปรยปรายลงมา ให้ความรู้สึกหม่นเศร้าคล้ายกับว่าผืนฟ้ากำลังร่ำไห้ ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำทุกขณะจิต โดยเฉพาะร่างสีขาวพิสุทธิ์ของประธานองคมนตรีแห่งปามะห์ที่ยืนเดียวดาย แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยท่าทางเหม่อลอย
ในมือขององคมนตรีเฒ่าถือดาบแก้วเปราะบาง ที่แทบจะไม่มีเลือดให้เห็น นอกจากหยดเลือดไม่กี่หยดที่ปลายดาบ และแทบเท้าขององคมนตรีเฒ่า คือร่างไร้ลมหายใจของภรรยาเอกที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีแดงที่มาจากชุด และเลือดที่ผสมกับน้ำฝน จนที่ตรงนั้นกลายเป็นทะเลเลือด ภาพนั้นได้กระชากผู้มองให้ตกอยู่ในห้วงแห่งอนธการที่มีแต่ความหมองเศร้า
สายลมโปรยในวันนั้น คงเปรียบดั่งน้ำตาของผู้ลงทัณฑ์ที่ไม่อาจกรีดร้องให้ใครเห็น มันบีบคั้นหัวใจของสิริกัญญาให้ต้องหลั่งน้ำตาแทนบิดา ที่ไม่อาจร้องไห้ต่อหน้าสาธารณชนได้ และวันนี้...วันที่เธอมาร่วมพิธีอัญเชิญพระศพเหล่าพระญาติ ที่ต้องบรรทมอยู่นอกแผ่นดินเกิดมานานให้กลับคืนสู่มาตุภูมิ เธอก็ได้เห็นความเดียวดายล้อมรอบตัวบิดาอีกครั้ง ยามที่ท่านจ้องมองโลงบรรจุศพของภรรยาทั้งสอง ที่เป็นหนึ่งในเหยื่อของโศกนาฏกรรมสีน้ำเงิน
ภาพตรงหน้าพร่าเลือนด้วยม่านน้ำตาที่เข้ามาบดบัง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ร้องไห้เช่นวันแรกอีก เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงมือหนาที่สวมกุมเข้ามาในอุ้งมือ มือข้างนั้นบีบกระชับด้วยน้ำหนักปลอบโยน และมันก็ให้ความรู้สึกอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจ
สิริกัญญาเหลือบตาไปมองคนที่ยืนอยู่เคียงกายอย่างแช่มช้า ราเชนไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักอย่าง นอกจากมองตรงไปเบื้องหน้า ที่เริ่มมีการยกโลงศพเหล่าผู้วายชนม์เข้าสู่สุสานกษัตริย์ ซึ่งโลงพวกนั้นไม่ได้มีแต่เชื้อสายเทพ แต่ยังมีทหารหาญที่ปกป้องแผ่นดินจนตาย รวมไปถึงผู้ตกเป็นเหยื่อของสงครามครึ่งศตวรรษ อันเป็นการตอบแทนเพียงอย่างเดียวที่เจ้าหลวงวิวัสวัตมอบให้แก่ผู้วายชีวาได้
กว่าทุกอย่างจะจบสิ้น เวลาก็ล่วงผ่านไปจนดึก สิริกัญญามองดูประตูผาที่ปิดลงด้วยกลไกบางอย่าง ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่อย่างน้อยความรู้สึกนี้ก็ไม่มีความเศร้าแฝงอยู่ มันอาจจะเป็นความอาลัยที่จะต้องจากญาติพี่น้องไป เพราะเธอไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเยี่ยมเยียนพวกเขาอีกเมื่อไร หญิงสาวเดินก้มหน้าไปตามแรงจูงของราเชนที่พากลับปราสาทเทพบันเทิงเช่นคนอื่น ในใจก็ครุ่นคิดถึงตอนที่พูดคุยกับท่านจินดาก่อนมากูราหนึ่งวัน
ค่ำคืนที่สิริกัญญากลับมานอนที่คฤหาสน์พรหมเทวา หญิงสาวรู้สึกใจหายไม่น้อยที่รู้ว่านี่เป็นค่ำคืนสุดท้ายที่เธอจะได้นอนอยู่ที่นี่ เพราะเมื่อไปสรวงสวรรค์ของชาวสีน้ำเงินแล้ว เธอจะต้องเข้าพิธีประทานยศเป็นเจ้าหญิง เพื่อเตรียมถูกส่งตัวเข้าสู่ตระกูลปาเยนทร์ตามสนธิสัญญาสามรัฐ
แม้ทางปามะห์จะบอกมาว่าไม่ต้องทำพิธีแต่งตั้งให้ยุ่งยาก เพราะอย่างไรก็รู้กันอยู่แล้วว่าสิริกัญญาสืบสายเลือดสีน้ำเงินมาจากใคร แต่ทางนามธรรม หญิงสาวยังเป็นบุตรีคนที่สิบเก้าของประธานองคมนตรีแห่งปามะห์ มิใช่เจ้าหญิงแห่งกูรา เจ้าหลวงวิวัสวัตกับท่านจินดาจึงตกลงกัน ว่าจะให้เป็นเจ้าหญิงทั้งรูปธรรมและนามธรรม เพื่อไม่ให้ใครมาลบหลู่เกียรติได้
สิริกัญญาเงยหน้าขึ้นมองราเชนด้วยความสงสัย ว่าชายหนุ่มจะคิดอย่างไรกับการที่เธอได้เป็นเจ้าหญิง เพราะการแต่งงานกับลูกทาสนั้น เป็นคนละเรื่องกับการแต่งงานกับเจ้าหญิงเลยทีเดียว แล้วหญิงสาวก็นึกแปลกใจ ที่เห็นว่าเขาไม่ได้พากลับปราสาทเทพบันเทิงอย่างที่คิดไว้ เขาพาเธอลัดเลาะมาตามแนวผาสเรมบัน จนมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ทอดต้นติดอยู่ริมผา และดูไปแล้วก็เหมือนกับว่ามันเป็นคุณปู่อารมณ์ดี ที่กำลังแหงนหน้าชมจันทร์และหมู่ดาว ท่ามกลางแสงหิ่งห้อยที่ไต่ตอมอยู่ตามใบ
“ที่นี่ที่ไหนหรือคะ” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงดังแข่งกับน้ำทะเลที่ซัดเข้ากระทบผา พลางยกมือป้องลมที่พัดผมเธอจนยุ่ง
“ผาทะเลดาว” ราเชนคลี่ยิ้มน้อย พลางยกร่างบอบบางขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง ที่ยื่นลงมาใกล้พื้นดิน คล้ายกับว่าคุณปู่ใจดีกำลังเชิญชวนให้พวกเขาเข้ามานั่งชมจันทร์เป็นเพื่อน
สิริกัญญาครางอือในลำคอกับชื่อผาที่ดูเหมาะกับสถานที่แห่งนี้ ด้วยบนฟากฟ้าเต็มไปด้วยดาวนับล้านดวง ซึ่งหญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเคยเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้ายามกลางคืนครั้งสุดท้ายตอนไหน และเมื่อได้มองดูดวงจันทร์อร่ามเรือง กับดวงดาวสุกสกาวที่ประดับอยู่บนผืนราตรี จิตใจที่สับสนวุ่นวายก็ดูจะสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ
ดวงตาสีน้ำเงินเหลือบมองคนที่ยืนพิงกิ่งไม้อวบ พลางเงยหน้าขึ้นมองดูดาวอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมา ราเชนคงรู้ว่าเธอมีเรื่องกลุ้มใจบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้พูดถามอะไรเธอออกมาสักคำ นอกจากหาสถานที่พักผ่อนจิตใจให้เธอเท่านั้น
“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา พลางแตะมือลงบนท่อนแขนแข็งแรงที่พาดอยู่บนกิ่งไม้ที่เธอนั่ง
“สบายใจแล้วใช่ไหม” ราเชนพูดพลางวาดวงแขนโอบรอบเอวบาง แล้วหมุนตัวไปประจันหน้ากับร่างบอบบางที่คลี่ยิ้มตอบกลับมา
“รู้ได้ยังไงคะว่าข้ามีเรื่องไม่สบายใจ ข้าว่าข้าไม่ได้ทำสีหน้าผิดปกติอะไรเลยนี่นา” สิริกัญญาเอียงคอมองด้วยท่าทางสงสัย เรียกเสียงหัวเราะจากคนรู้มากที่สังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติบางอย่างของหญิงสาว
“ก็เจ้าแอบมองข้าตลอด แถมยังทำสายตาเขม่นใส่ ราวกับโกรธกันมาสักสิบชาติ” ราเชนพูดพลางโคลงศีรษะไปมากับการถูกจับจ้องที่ไม่ได้โดนมานาน ก่อนใช้ข้อนิ้วไล้ตามแก้มเนียนเย็นชื้นจากลมทะเล “ยังติดใจเรื่องท่านจินดากับปลายมาศอยู่งั้นหรือ”
ร่างบอบบางสะดุ้งโหยงกับคำพูดที่แทงเข้ามากลางใจ และท่าทางนี้ก็ทำให้ชายหนุ่มเดาได้ว่าตัวเองทายถูก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่หญิงสาวจะคิดติดใจในตัวของบิดาและพี่ชาย ในเมื่อคนอื่นยังตกตะลึงพรึงเพริดกับรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปขององคมนตรีเฒ่า โดยเฉพาะเส้นผมสีขาวที่ท่านอดทนเก็บซ่อนอยู่ใต้วิกผมมานานหลายปี
ส่วนปลายมาศก็สร้างเสียงฮือฮาได้ไม่แพ้กัน เมื่อฐานะที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผย ราเชนยังจำได้ดีเลยว่าเจ้าชายชัยนเรนทร์ทำท่าเหมือนจะรับไม่ได้ ที่เด็กที่ทรงเลี้ยงดูมาตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยกเป็นถึงเจ้าชายรัชทายาท ที่พวกเขาตามหามาเนิ่นนาน และมันก็ตอบคำถามให้เจ้าชายได้ว่านางชีที่เปรียบเหมือนเทพจันทราคนนั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับคนที่พลิกสถานะจากคนธรรมดาสามัญขึ้นมาอยู่สูงเทียมฟ้า
แต่กระนั้นปลายมาศก็ปฏิเสธสิทธิ์อันชอบธรรมในกูรา และขอดำรงตนเป็นบุตรชายของประธานองคมนตรีแห่งปามะห์ ซึ่งเจ้าชายชัยนเรนทร์ก็ต้อนรับรองผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ ด้วยการกลั่นแกล้งที่หนักข้อขึ้นกว่าเดิม อันเป็นการแสดงความดีพระทัยที่ทำให้คนถูกแกล้ง นึกอยากกลับบ้านแท้จริงของตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด
มันไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอกที่จะทำตัวให้เป็นปกติได้ เมื่อรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วคนที่เป็นคนธรรมดาในสายตาของตัวเองมาตลอด กลับกลายเป็นคนสำคัญที่แผ่นดินกูราจะขาดเสียไม่ได้ แต่เจ้าหลวงกับเจ้าชายชัยนเรนทร์ก็ทรงได้พิสูจน์แล้วว่าทั้งคู่ยังเป็นเหมือนเดิม ท่านจินดาก็ยังคงเป็นตาแก่ใจดีแสนซื่อ ที่ถูกเจ้าหลวงปั่นหัวเป็นว่าเล่น ส่วนปลายมาศก็ยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และดูท่าจะได้เป็นผู้ปกครองเบื้องหลังของคฤหาสน์พรหมเทวา คู่กับแสงอรุณที่เป็นผู้ปกครองเบื้องหน้า
“ถึงท่านจินดาจะเป็นเจ้าผู้ปกครองน่านฟ้ามืดแห่งกูรา แต่เขาก็ยังเป็นพ่อของเจ้าไม่เปลี่ยน ส่วนปลายมาศถึงจะนับลำดับญาติว่าเขาเป็นอาของเจ้า กระนั้นเขาก็ยังทำตัวเป็นพี่ชายของเจ้าตามปกติ” ราเชนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งติเตียนกึ่งสั่งสอน ด้วยชายหนุ่มสังเกตเห็นมาตลอดว่าหญิงสาวสร้างกำแพงขึ้นมาขวางกั้นบิดากับพี่ชายไว้
“พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนก่อนที่เจ้าจะรู้ความจริงว่าพวกเขาเป็นใคร แล้วเจ้าจะยังไม่พอใจอะไรอีกงั้นหรือ สิริกัญญา”
“ข้าไม่ได้ไม่พอใจท่านพ่อกับพี่ปลายมาศ ข้าแค่ไม่พอใจตัวเอง” หญิงสาวสารภาพเสียงโหย พลางมองเจ้าของวงแขนที่โอบกอดรอบเอวด้วยสายตาอัดอั้นตันใจ ที่ไม่รู้ว่าจะระบายออกมาอย่างไรดี “ข้ามันไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย ทั้งที่ข้ายืนอยู่ตรงนั้นแท้ ๆ ข้ายืนรอให้ท่านพ่อกับท่านพี่เรียกใช้ข้า จะให้ข้าทำอะไรก็ได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระสักเล็กน้อยก็ยังดี ข้าก็เป็นสีน้ำเงินเหมือนกันไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่ให้ข้ารับผิดชอบอะไรบ้างล่ะ”
“รู้ไหมว่าทำไมเขาถึงไม่เรียกใช้เจ้า” ราเชนเอ่ยเสียงนุ่ม พลางลูบแผ่นหลังบอบบางที่สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นไร้เสียง ก่อนเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นสบตาตอบ “ไม่ใช่ว่าเจ้าไร้ประโยชน์หรอกนะ แต่เจ้าต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่ใหญ่เกินตัว และหนักเกินกว่าที่บ่าเล็ก ๆ ของเจ้าจะรองรับมันได้”
“ข้าไม่มีเรื่องอะไรต้องรับผิดชอบนี่คะ” สิริกัญญาเอ่ยประท้วง แต่ก็ต้องหุบปากเงียบ เมื่อสบเข้ากับดวงตาแพรวพราวของคนที่เริ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น
“พูดอย่างนั้นข้าน้อยใจนะ เจ้ากลับกูรามารับยศเป็นเจ้าหญิงเพื่ออะไรกันล่ะ แล้วยังต้องทนต่อแรงกดดันจากรอบข้าง และต้องวางตัวให้เหมาะสมกับฐานะนั้นอีก ไม่ใช่เพื่อมาแต่งงานกับข้าหรือไง”
สิริกัญญาไม่ได้คล้อยตามคำหวานเลยสักนิด เพราะเธอยังมีเรื่องค้างคาใจเกี่ยวกับตัวของชายหนุ่มตั้งหลายเรื่อง มือเรียวบางรีบยันใบหน้าคมคายให้ออกห่าง ก่อนที่ตัวเองจะไม่มีสิทธิ์ได้พูดอีก และหากไม่ติดว่าตัวเองจะถูกเล่นงานกลับ เธอก็อยากจะฝังเล็บลงบนใบหน้า ที่ใช้โปรยเสน่ห์ใส่ผู้หญิงทั่วปามะห์ไม่หยุดหย่อนให้หายหมั่นไส้
“ท่านนี่จ้องจะลวนลามข้าอีกแล้ว!”
“จูบคนรักตัวเองมันผิดตรงไหน อีกอย่างเราก็รู้จักกันลึกซึ้งแล้วไม่ใช่หรือไง เรื่องแค่นี้จะอายไปทำไมล่ะ”
ดวงหน้าขาวขึ้นสีแดงเข้มกับคำหยอกที่ทำเอาหัวใจกระตุก แล้วภาพเหตุการณ์ในวันหวามไหวก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ รอยจูบที่เขาฝังไปทั่วซอกคอ เนินไหล่และหน้าอกดูจะร้อนวูบวาบขึ้นมาทันใด คล้ายกับจะย้ำเตือนว่าผู้ชายตรงหน้านี้ ได้ตีตราประทับจองตัวเธอไว้แล้ว และมันก็เป็นความโชคดีของสิริกัญญา ที่คุณผกาแก้วเข้ามาห้ามทัพได้ทัน ก่อนที่เรื่องจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ ซึ่งราเชนก็ถูกพระนมของเจ้าหญิงแสงอัปสร ที่เธอนึกรักขึ้นมาทันทีต่อว่าไปชุดใหญ่ ชายหนุ่มจึงจำต้องล่าถอยไปอย่างไม่เต็มใจเท่าไร
“ยังไม่ได้รู้จักลึกซึ้งอะไรสักหน่อย”
“งั้นมาทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งตอนนี้เลยดีไหม ที่นี่ไม่มีใครเดินผ่านมาเสียด้วย”
สิริกัญญาหวีดร้องเสียงดัง เมื่อถูกมือใหญ่ดึงลงมาจากกิ่งไม้ที่นั่งชมดาวให้นอนอยู่บนพื้นหญ้านุ่ม โดยมีร่างสูงตามลงมาทาบทับ ริมฝีปากสวยดั่งอิสตรีปิดกั้นเสียงร้อง ที่คิดจะประท้วงต่อข้อเสนอที่เขาไม่คิดจะให้เธอได้ปฏิเสธ
หญิงสาวดิ้นขลุกขลักไปมาภายในวงแขนใหญ่ สองมือไล่ทุบไปตามแนวบ่ากับแผ่นอกกว้าง ที่ไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อแรงของเธอเลยสักนิด แล้วเธอก็หลับตาปี๋ เมื่อริมฝีปากคู่สวยของชายหนุ่มไล่ต่ำลงไปจนถึงเนินอก แต่เขาก็หยุดอยู่แค่นั้น จนเธอต้องเปิดเปลือกตาข้างหนึ่งขึ้นมองด้วยความแปลกใจ
ราเชนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อคำพูดของคุณผกาแก้วเวียนวนผ่านเข้ามาโสตประสาทอีกครั้ง พระนมผู้ชราย้ำเตือนว่าสิริกัญญาไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ที่เขาจะเด็ดดมเหมือนดอกไม้ริมทางได้ง่าย เธอเป็นถึงเจ้าหญิงแห่งกูราที่ต้องรักษาเกียรติไว้เท่าชีวิต แล้วแม่นมเฒ่าก็ดันเอาเรื่องพรมจรรย์ของหญิงสาว มาเกี่ยวโยงกับเกียรติอันสูงส่งนั้นอีก จนมันกลายเป็นคำสาปที่ทำให้เขาแตะต้องเธอไปมากกว่านี้ไม่ได้
“เฮ้อ...ข้าอยากให้งานแต่งงานเลื่อนเข้ามาเร็ว ๆ จัง” ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับหน้าอกนุ่มนิ่มของคนที่ไม่กล้าขยับไปไหน ด้วยกลัวว่าจะโดนลวนลามอีกรอบ
“นอกจากเรื่องแต่งงานแล้ว ท่านคิดเรื่องอะไรอีกบ้างไหม” คำถามนี้ไม่ได้มีรอยประชดประชันแฝงอยู่ แต่พอได้ทบทวนคำพูดห้าวห้วนก็ทำให้ชวนเข้าใจผิดได้ง่าย หญิงสาวมองเจ้าของดวงตาสีถ่านที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาตอบด้วยท่าทางระแวดระวัง เมื่อดวงตาคู่นั้นทอแววพราวระยับอีกครั้ง
“นอกจากเรื่องแต่งงาน ก็มีเรื่องที่เราจะมีลูกกันกี่คนดี ข้าอยากได้ทั้งลูกชายลูกสาว ก็ต้องมีอย่างต่ำสองคนสินะ ลูกแฝดก็น่าสน”
คนที่ไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องการมีลูกหน้าแดงแปร๊ดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ และดวงหน้าที่เหมือนลูกตำลึงสุกเช่นนี้ก็เรียกรอยเอ็นดูจากคนที่อยากมีลูกหลายคน ชายหนุ่มฝังจมูกลงบนแก้มสีแดงปลั่งของคนขี้อาย พลางกระชับร่างบอบบางแน่นขึ้น
“แล้วข้าก็นึกอยู่ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะกักเก็บเจ้าที่ชอบออกมาซุกซนในโลกภายนอก ให้อยู่แต่ในคฤหาสน์ได้”
“ถ้าไม่อยากให้ข้าหนีเที่ยวก็พาข้าออกมาเที่ยวบ่อย ๆ สิคะ” สิริกัญญาตอบเสียงอู้อี้กับแผ่นอกกว้าง เมื่อชายหนุ่มพลิกตัวนอนเคียงคู่ แล้วโอบเธอให้หนุนนอนท่อนแขนพร้อมกับมอบความอบอุ่นที่เผื่อแผ่ไปถึงหัวใจดวงเล็ก “แล้วก็มัดมือข้าติดไว้กับมือของท่าน แค่นี้ข้าก็ไม่คลาดไปจากสายตาของท่านแล้ว”
“อย่าพูดจาชวนให้ข้าอยากจับเจ้ากดอีกรอบสิ” ราเชนพูดพลางกลั้วหัวเราะในลำคอ พลางจับมือเล็กที่ทุบรัวบนหน้าอกแก้อาการเขินอาย ซึ่งมันเป็นกิริยาที่ชายหนุ่มเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก และเขาก็ชอบมันเสียด้วย
“สิริกัญญา”
“คะ” หญิงสาวตอบกลับเสียงอุบอิบ ดวงหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมา เมื่อคำเรียกขานนั้นอ่อนหวานเสียจนหัวใจเต้นโครมครามเหมือนเสียงกลอง
“มันอาจจะช้าไปหน่อยสำหรับสิ่งที่ข้าจะพูด แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ว่าข้าพูดในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับตำแหน่ง หรือเหตุผลทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น เจ้าจะยอมรับคำขอแต่งงานของข้าไหม” จะว่าไปราเชนก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ด้วยชายหนุ่มไม่เคยขอใครแต่งงานมาก่อน ดังนั้นสิริกัญญาจึงเป็นผู้หญิงรายแรก ที่เขาคิดจะขอแต่งงานเลยทีเดียว
“แต่งงานกับข้านะ สิริกัญญา”
“ท่านพูดช้าไปจริง ๆ ด้วย” หญิงสาวบ่นงึมงำกับตัวเอง ก่อนยกท่อนแขนขึ้นสวมกอดเอวหนา แล้วซุกหน้าลงกับแผ่นอกกว้างที่มีเสียงหัวใจเต้นรัวเร็วไม่แพ้เธอ
“นี่...ไม่คิดจะตอบอะไรข้าหน่อยหรือไง” ราเชนที่เฝ้ารอคำตอบด้วยความลุ้นระทึก ร้องประท้วงออกมาเมื่อไม่ได้ยินคำตอบที่ต้องการ มันเรียกเสียงหัวเราะจากคนถูกขอแต่งงานที่รู้ดีว่าหากพูดคำนี้ออกไป เธอต้องโดนเขาลวนลามอย่างไม่ต้องสงสัย
“ถ้าข้าไม่ตกลง ท่านจะทำยังไงล่ะค่ะ นิสัยของเจ้าปาเยนทร์น่ะอยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้เสมอ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะปล่อยมือไปจากข้าง่าย ๆ เมื่อก่อนท่านทำอะไรกับข้าไว้บ้าง ข้ายังจำได้อยู่นะ”
คำตอบที่ไม่ได้อยู่ในตัวเลือกที่คาดคะเน ทำเอาราเชนเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง แล้วชายหนุ่มก็หัวเราะเสียงดัง ก่อนพลิกตัวทับร่างบอบบางที่หวีดร้องด้วยความตกใจ กับผลที่ตัวเองคาดเดาไว้ตั้งแต่แรก แต่ก็ยังทำใจให้เตรียมพร้อมไม่ได้อยู่ดี
“อย่านะคะ! ข้าไม่ยอมให้ท่านแกล้งข้าแน่” หญิงสาวเอ่ยห้ามเสียงเข้ม พลางดันใบหน้าคมคายไม่ให้เข้ามาใกล้มากเกินไปนัก
“ข้าไม่ได้แกล้งเสียหน่อย แค่คิดจะให้รางวัลที่เจ้าพูดได้ถูกใจเท่านั้น”
คำพูดหนักแน่นกับดวงตาพราวระยับนั้นดูไม่น่าไว้วางใจอย่างไรพิกล สิริกัญญารีบพลิกตัวหนี แต่ก็ถูกกดทับจนขยับไปไหนไม่ได้ แล้วหญิงสาวก็รู้สึกถึงริมฝีปากเย็นชื้นที่กดลงมาตรงต้นคอแผ่วเบา รอยสัมผัสนั้นนุ่มละมุน และหลอมตัวเธอให้อ่อนยวบเหมือนขนมวุ้น มือหนาที่กอดรอบเอวเลื่อนขึ้นมาสวมกุมมือเล็ก และยกขึ้นมาพรมจูบซ้ำไปซ้ำมาไม่มีเบื่อ
“ข้าไม่ยอมให้เจ้าหนีแน่ เจ้าต้องแต่งงานกับเจ้าปาเยนทร์ผู้นี้”
สิริกัญญาพริ้มตาหลับลง คล้ายจะซึมซับคำขอแต่งงานกึ่งบังคับ ที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหวานละมุนจนเธอเผลอใจพยักหน้าตอบตกลงตามเสียงเรียกร้องภายใน หญิงสาวพลิกตัวหันกลับไป ก่อนชะโงกหน้าขึ้นจูบมุมปากของคนที่คร่อมทับแผ่วเบา ราเชนกลั้วหัวเราะเล็กน้อย พลางจับคางมนไม่ให้เจ้าของดวงหน้าขาวได้เบือนหนี
“แค่นี้ข้าไม่ต้องการหรอก ขอจูบแบบผู้ใหญ่กว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง”
“ท่านก็ทำเองสิ” หญิงสาวสะบัดเสียงตอบอย่างไม่พอใจ แต่ก็ปิดปากแทบไม่ทันเมื่อตัวเองหลุดพูดเรื่องต้องห้ามไปเสียแล้ว
ดวงตาสีถ่านทอแวววาบขึ้น กับคำเชิญชวนน่ารักน่าชังที่จะทำให้อดใจไม่ไหว ชายหนุ่มกลั้วหัวเราะในลำคอ ก่อนหอมแก้มเนียมฟอดใหญ่ แล้วลุกขึ้นนั่งโดยพยุงร่างบอบบางให้ลุกขึ้นตาม “เรากลับกันดีกว่า เดี๋ยวทางโน้นจะเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับกันเสียก่อน พวกเขายิ่งระแวงอยู่ด้วยว่าคนมือไวอย่างข้า จะปล่อยเจ้าหญิงของเขาให้บริสุทธิ์จนกว่าจะถึงวันแต่งงานได้หรือเปล่า”
“พิสูจน์สิคะ ท่านทำได้อยู่แล้ว” สิริกัญญาคลี่ยิ้มหวานตอบกลับไป พลางลุกขึ้นยืนเต็มแรงดึง และปัดเศษหญ้าที่ติดตามเสื้อผ้า โดยมีราเชนคอยช่วยปัดให้
คนมือไวหลุดหัวเราะออกมาแผ่วเบา ก่อนเดินจูงมือว่าที่เจ้าสาวที่กำลังท้าทายความอดทนของเขาอยู่ทุกขณะ ชายหนุ่มยกมือขึ้นที่กอบกุมขึ้นมาจุมพิตอีกครั้ง ก่อนหันไปมองดวงหน้าขาวที่เอียงคอมองสบตาตอบด้วยสายตาไว้วางใจเต็มเปี่ยม
อย่างไรเสีย เวลาที่เฝ้ารอก็ใกล้เข้ามาแล้ว จะรออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป
Tags: fiction, novel0 Comments