พิษเสน่หา 45

posted on 24 Mar 2008 22:09 by khomglin  in LovePotion-End
๔๕ (แผน)ชิงตัวประกัน

สิริกัญญาถูกประคองให้เดินไปยังหน้าต่างห้องนอน ที่ตัวเองได้นอนพักผ่อนอย่างไร้ความกังวล เมื่อทราบว่าท่านจินดากำลังนั่งรถม้าผ่านประตูคฤหาสน์เข้ามา หญิงสาวบีบท่อนแขนเพรียวของพี่ชายที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปของสาวใช้หน้าตาอัปลักษณ์ พลางเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาสีฟ้าครามด้วยความรู้สึกห่วงกังวล

“พี่ปลายมาศ...สิรีเป็นห่วงท่านพ่อ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาหวิว ด้วยบิดาในสายตาของเธอเป็นชายชราใจดี ที่ไม่เคยจับอาวุธรบราฆ่าฟันใคร ไม่เหมือนกับนายพลยะโสคนั้นที่สั่งฆ่าได้แม้แต่ผู้หญิง

“อย่ากังวล ทุกอย่างจะเรียบร้อยในไม่ช้า” ปลายมาศลูบแผ่นหลังบอบบางไปมา ก่อนประคองน้องสาวกลับไปยังเตียงนอนดังเดิม เมื่อรถม้าของท่านจินดาผ่านลับตาไปจากหน้าต่างที่ใช้แอบมองภาพเบื้องล่าง

“แต่ท่านพ่อไม่น่าเอาตัวเองมาเป็นเหยื่อล่อเลย”

“ไม่ต้องห่วงท่านพ่อหรอก ท่านจะได้รับการปกป้อง” แต่ปลายมาศก็ไม่ได้บอกต่อไปอีก ว่าบางทีอาจเป็นฝ่ายท่านจินดาเองต่างหาก ที่ต้องปกป้องตัวประกันทุกคนที่อยู่ในเงื้อมมือของสิงหนาท เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการก็คือตัวของท่าน แลกกับความปลอดภัยของทุกคน ซึ่งนายพลกบฎคงรู้ถึงนิสัยของบิดาจึงได้คิดเอาจุดอ่อนอันนี้มาควบคุมท่าน

“สิรีควรจะห่วงตัวเองมากที่สุด ตอนนี้น้องยังบาดเจ็บ ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เต็มที่ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา พี่กลัวว่าจะมาปกป้องสิรีไม่ทัน”

สิริกัญญาคลี่ยิ้มตอบ เพื่อให้พี่ชายคลายความกังวลลง และบีบกระชับมือเรียวของอีกฝ่ายแน่น “แต่พี่ปลายมาศก็บอกเส้นทางหนีให้สิรีรู้แล้วนี่คะ”

ปลายมาศส่ายหน้าไปมา พลางยกมือขึ้นสัมผัสดวงหน้าขาวที่เริ่มมีสีเลือดให้เห็นแผ่วเบา “แต่สิรีก็ยังไม่ตอบตกลงว่าจะหนีทันทีที่เกิดเรื่อง อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้นะว่าสิรีจะทำอะไร” ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมา เมื่อดวงตาสีน้ำเงินทอแววบางอย่างที่ชวนให้หนักใจ

“อย่าดันทุรังในสิ่งที่เกินกำลังตัวเองสิ”

“สิรีก็มีวิธีของสิรีค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงมั่น ซึ่งบอกให้รู้ว่าจะไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจของตัวเองแน่นอน

ปลายมาศส่ายหน้าไปมาเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่อาจห้ามความตั้งใจของสิริกัญญาได้ ชายหนุ่มรู้ดีว่าน้องสาวของเขาดื้อแค่ไหน หากตั้งใจทำสิ่งใดแล้วก็ไม่มีอะไรมาฉุดได้ แม้ว่าสิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ในภายหลังก็ตามที

มือเรียวถกกระโปรงของตัวเองจนถึงขาอ่อน ซึ่งมีสายรัดที่เสียบมีดพกซ้อนกันอยู่หลายสิบเล่ม และต้นขาด้านในก็มีดาบสั้นที่ได้มาจากคนของแสงอรุณอยู่ด้วยหนึ่งเล่ม ชายหนุ่มเลือกหยิบเอาดาบสั้นออกมา ก่อนส่งใส่มือของน้องสาวที่มองดูอาวุธลับของพี่ชายด้วยความสนใจ

“เก็บไว้ป้องกันตัวเองนะสิรี พี่ช่วยน้องได้แค่นี้”

“แค่นี้ก็ดีมากแล้วค่ะ” สิริกัญญารับดาบสั้นมาจากปลายมาศ แล้วโผเข้ากอดอีกฝ่ายด้วยอาการใจหายอย่างบอกไม่ถูก

“ขอให้พี่ปลายมาศโชคดีนะคะ”

ปลายมาศยกท่อนแขนขึ้นกอดร่างบอบบางเต็มแรง ชายหนุ่มไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงมีสังหรณ์บางอย่าง ว่าน้องสาวต้วน้อยจะไปยังที่ไกลแสนไกล มันทำให้เขารู้สึกไม่ดี และไม่อยากปล่อยมือไปจากร่างนี้เลย แต่เขาก็สูดลมหายใจลึก แล้วถอยห่างออกมาอย่างเชื่องช้า

“ทวยเทพจะคุ้มครองเจ้า สิริกัญญา”

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


ท่านจินดาลงมาจากรถม้าด้วยท่าทีเรียบเฉย ไม่สนใจกองทหารรับจ้างที่ถืออาวุธครบครันราวกับจะเตรียมตัวออกสงคราม ไม่ใช่แค่การออกมาต้อนรับท่าน แล้วดวงตาสีฟ้าครามก็เหลือบมองไปทางคนสนิทที่ถูกคุมตัวไปอีกทาง ซึ่งท่านก็จำต้องเดินตามทหารที่โค้งตัวให้ท่าน แล้วผายมือเพื่อให้ท่านออกเดินไปยังห้องโถงกว้างที่มีหัวหน้าของตนรออยู่

องคมนตรีเฒ่ากวาดสายตามองคฤหาสน์ใหญ่ ที่อดีตเคยเป็นสมบัติของภรรยาเอก แต่ก็ถูกพี่ชายต่างมารดา หรือก็คือเจ้าหลวงฑัญญะยึดเอาไป เพื่อใช้เป็นที่นัดพบปะกับนายพลโฉด ครั้นพอท่านเดินมาถึงห้องโถง ดวงตาสีฟ้าครามก็ทอแวววาบขึ้น เมื่อได้เห็นคนรู้จักแต่เก่าก่อนที่ยืนรอต้อนรับ พร้อมกับพระองค์เจ้าโสมสวรรค์และพระโอรสกับพระธิดา ส่วนอีกด้านก็คือแสงสุรีย์ที่ยังมีคนรับใช้คอยติดตามอยู่ไม่ห่างกาย

ตอนนี้ท่านจินดาพอเบาใจได้ว่าแสงสุรีย์จะไม่เป็นอันตราย เมื่อมีคนรับใช้ฝีมือดีคอยปกป้องคุ้มครอง ส่วนคนที่น่าห่วงก็คงฝ่ายของพระองค์เจ้าโสมสวรรค์ ที่มีเพียงปลายมาศที่ยังมีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์คอยปกป้อง แล้วยังสิริกัญญาที่ไม่ได้อยู่ในห้องนี้อีก มันทำให้ท่านรู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก ท่านก็ได้แต่ภาวนาขอให้กลุ่มที่ลักลอบเข้ามายังทางลับใต้ดิน จัดการกับทหารยามรอบคฤหาสน์ให้ทันเวลาตามแผนการ

สิงหนาททำความเคารพให้ท่านจินดา เมื่อท่านมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ก่อนแสยะยิ้มด้วยความสมใจกับของขวัญชิ้นที่สองที่ได้มา “ข้าอยากพบท่านมานานแสนนาน ในที่สุดก็ได้พบเสียที”

“อยากพบข้าทำไม” ท่านจินดาเอ่ยเสียงเรียบ พลางจดจ้องคู่สนทนาที่บอกถึงความปรารถนาของตนเองอย่างไม่ปิดบัง

“เพื่อให้ท่านเป็นเทพนำโชคให้แก่ข้า”

ดวงตาสีฟ้าครามทอแววรวดร้าว เมื่อปรารถนาของนายพลผู้นี้ได้คร่าชีวิตคนไปมากมาย และจะว่าไปสาเหตุที่ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นอันมากก็มาจากท่าน “ข้าไม่ใช่เทพ...”

“ท่านเป็น...” สิงหนาทลากเสียงช้าชัด เพื่อเน้นย้ำตัวตนที่ท่านจินดาได้ทิ้งไป “และท่านก็เป็นเทพที่นำโชคให้กับทุกคนที่ได้ครอบครองท่าน” เมื่อพูดถึงตรงนี้ นายพลกบฎก็กลั้วหัวเราะออกมากับตำแหน่งผู้บัญชาการสามเหล่าทัพของตัวเองในอดีต

“ท่านลืมแล้วหรือว่ากูรารุ่งเรืองได้ก็เพราะการคงอยู่ของท่าน...แต่ก็ล่มสลาย”

ท่านจินดาข่มฟันแน่นกับภาพความพินาศของบ้านเกิดที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ “กูรารุ่งเรืองมาก่อนหน้าที่ข้าจะถือกำเนิดขึ้น และที่มันล่มสลายไปก็เพราะฝีมือของเจ้ากับฑัญญะ”

นายพลกบฎจุ๊ปากพลางส่ายหน้าไปมา อย่างไม่ยอมรับเท่าไรนักว่าสาเหตุที่กูราล่มสลายไปนั้นมาจากตน “ท่านอย่าลืมสิ พอท่านจากกูราไปยังปามะห์ ที่นั่นก็เกรียงไกรขึ้นมาทันที ทั้งที่เมื่อก่อนรัฐนั้นอ่อนแอที่สุดในรัฐทั้งห้า”

“นั่นเพราะความสามารถของปัฐวิกรณ์กับราชิตต่างหาก ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย” ท่านจินดาส่ายหน้ากับคำคาดเดาของอีกฝ่าย

“หากท่านอยากคิดแบบนั้น ข้าก็ไม่ห้ามหรอก เพราะไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่อาจหยุดยั้งความปรารถนาของข้าที่อยากครอบครองท่านได้” สิงหนาทกลั้วหัวเราะในลำคอ พลางก้าวเท้าเดินมาข้างหน้า “ได้โปรดมาอยู่กับข้า เพื่อเพิ่มความยิ่งใหญ่เกรียงไกรในตัวข้า ท่านจิรัฐจินดา”

“ไม่กลัวโดนข้าสาปหรือไง” ท่านจินดากระตุกยิ้มเยาะหยันกับความโลภโมโทสันของนายพลกบฎ หากท่านมีอำนาจสาปใครสักคน ก็คงจะสาปคนผู้นี้ก่อนเป็นคนแรก

สิงหนาทแสยะยิ้มโดยไม่ปิดบังความคิดมุ่งร้ายของตนเอง พลางเบี่ยงตัวให้ท่านจินดาได้เห็นกองทหารรับจ้างที่เริ่มจับด้ามอาวุธ และผายมือไปยังเหล่าตัวประกัน “ก็อยู่ที่ว่าท่านจะทนมองพวกนางถูกฆ่าไปต่อหน้าต่อตาได้หรือเปล่า”

พระองค์เจ้าโสมสวรรค์กอดพระโอรสกับพระธิดาแน่น ดวงเนตรสีน้ำเงินฉายความเด็ดเดี่ยวเด่นชัด อันบอกให้รู้ว่าแม้ต้องแลกด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์ ก็จะทรงปกป้องลูกน้อยทั้งสองในอ้อมพระพาหาให้จงได้ ฝ่ายปลายมาศกับแม่นมผู้ชราก็ขยับเข้ามาชิดใกล้พระนางมากขึ้น เพื่อให้ตัวเองเป็นโล่ป้องกันภัยแด่พระองค์

“ว่าไง จะมาเป็นเทพนำโชคให้ข้าไหม”

ท่านจินดามองดูมือหนาที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างชั่งใจ ก่อนมองไปยังตัวประกันและลูกชายที่จ้องตรงมายังท่านด้วยสายตาแน่วนิ่ง ท่านระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนยื่นมือไปยังนายพลกบฎที่ยึดมือของท่านไว้ทันทีที่ท่านวางมือลง ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกับที่เกิดเสียงระเบิดรอบคฤหาสน์ใหญ่

“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นวะ!” สิงหนาทสบถออกมาเสียงดังลั่นกับความสะเทือนที่เกิดขึ้นด้วยแรงระเบิด ก่อนตวัดสายตาไปมองท่านจินดาที่ถอนหายใจเฮือกกับแผนการที่ข้ามขั้นตอนไปมาก ระเบิดพวกนี้มันต้องจุดตอนปิดงานไม่ใช่หรืออย่างไรกัน ทำไมเจ้าชายชัยนเรนทร์จึงได้เอามาจุดตอนเปิดงานให้เสียแผนไปอย่างนี้

“ฝีมือท่านงั้นหรือ” นายพลกบฎคำรามเสียงลอดไรฟัน พลางบีบข้อมือขององคมนตรีเฒ่าที่ไม่ได้สะทกสะท้านต่อแรงบีบมหาศาลเลยสักนิด

“ข้าไม่เคยคิดจะนำโชคให้คนอย่างเจ้า สิงหนาท” ท่านจินดาตอบกลับด้วยท่าทางเยือกเย็น พลางมองดูใบหน้าแดงก่ำของนายพลกบฎที่มาจากความโกรธกับสิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจ

“ถ้าท่านปฏิเสธที่จะนำโชคให้ข้า ชีวิตของพวกนางก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป” สิงหนาทขบฟันดังกรอด และบีบข้อมือผอมบางขององคมนตรีเฒ่าจนมันแดงช้ำ “ข้าจะให้ท่านดูคนที่ท่านรักตายไปต่อหน้า เหมือนครั้งของเจ้าหลวงฑิคัมพร...ฆ่าให้หมด!”

คำสุดท้ายของสิงหนาทดังก้องไปทั่วห้องโถงกว้าง ตามด้วยเสียงชักดาบของเพชฌฆาตที่เฝ้ารอเวลานี้มานาน แต่ก็ใช่ว่าผู้ถูกคำสั่งประหารจะยืนรอให้อีกฝ่ายมาปลิดชีวิตของตัวเองได้ง่าย ๆ คนสนิทของแสงสุรีย์ที่ตามติดนายหญิงของตัวเองไม่ห่าง จัดการคว่ำทหารรับจ้างที่รี่เข้ามาหมายฟาดฟันเหยื่อสังหารให้ดับดิ้นไปคนหนึ่ง แล้วยึดดาบของฝ่ายนั้นมาใช้ปกป้องเจ้านาย

ส่วนทางฝ่ายของปลายมาศดูย่ำแย่อยู่ไม่น้อย เมื่อผู้ถูกปกป้องมีถึงสี่คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากไปสำหรับชายหนุ่มที่มีสภาพร่างกายไม่พร้อมสู้ศึก อีกทั้งจำนวนฝ่ายตรงข้ามก็มีมากกว่าหลายเท่าตัว ชายหนุ่มจึงเน้นใช้อาวุธซัดเป็นหลัก และฝ่ายทหารรับจ้างก็ไม่ใช่ไก่อ่อน ให้เขาจับกินได้ง่ายเสียด้วย

สิงหนาทมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสายตาคาดไม่ถึง ว่าสาวใช้ที่เจ้าฟ้าชายอารยมันนำมาจะเก่งกล้าด้านการต่อสู้ปานนี้ และเมื่อนายพลกบฎได้มองดูหญิงสาวที่กวัดไกวดาบเล่มโตไปมาอย่างคล่องแคล่ว อันไม่เหมาะกับรูปร่างโปร่งบางนั้น ก็พบว่าเธอมีดวงหน้าคล้ายท่านจินดาอยู่มาก และขณะเดียวกันก็คล้ายกับคนอีกผู้หนึ่งที่เขารู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี

นายพลกบฎหัวเราะเสียงดังก้อง กับสิ่งที่ตนเองเดาได้ พลางมองประธานองคมนตรีแห่งปามะห์ด้วยดวงตาวาววาบ “ฆ่าสาวใช้หน้าอัปลักษณ์คนนั้นให้ได้ คนอื่นช่างหัวมัน!”

เมื่อเป้าสังหารถูกปรับเปลี่ยนและเหลือเพียงเป้าเดียว เหล่าทหารรับจ้างก็กรูกันเข้าหาปลายมาศ ที่เปลี่ยนจากการปกป้องพระองค์เจ้าโสมสวรรค์มาเป็นปกป้องตัวเองแทน แต่ดูท่าดวงของชายหนุ่มจะแข็งเอาการอยู่ เมื่อหน่วยพิฆาตที่นำโดยเจ้าชายชัยนเรนทร์เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที พระองค์ออกคำสั่งให้กลุ่มหนึ่งแยกไปอารักขาพระองค์เจ้าโสมสวรรค์ ก่อนพุ่งตรงไปยังสาวใช้ที่ถูกกองทหารรับจ้างรุมทำร้าย

“เล่นหมาหมู่กับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบนั้นดูไม่ใช่สุภาพบุรุษเลยนะ มาเล่นกับข้าดีกว่า!” เจ้าชายชัยนเรนทร์ตรัสเสียงดังก้อง ก่อนฟาดดาบใส่ทหารรับจ้างคนหนึ่งที่กรูเข้าไปทำร้ายสาวใช้หน้าอัปลักษณ์

ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจกับเสียงประกาศกร้าว ก่อนเหลือบตาไปทางเจ้าชายที่ยังไม่รู้ว่าคนที่ทรงเอ่ยถึงนั้น เป็นรองผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์แห่งปามะห์ แต่เขาก็ไม่มีเวลาแก้ไขความเข้าใจใหม่ เมื่อสายตาหันไปเห็นว่าท่านจินดาถูกนายพลกบฎพาตัวออกไปจากห้องโถง พร้อมกับทหารรับจ้างของตัวเองกลุ่มหนึ่งแล้ว

ปลายมาศพยายามหาทางตามสิงหนาทออกไป แต่กลุ่มทหารรับจ้างที่อยู่ต้านแนวหลังก็ไม่เปิดทางให้ชายหนุ่มผ่านไปได้ง่าย ๆ เขาพยายามโถมตัวเข้าไป โดยลืมสิ้นเรื่องสภาพร่างกายของตัวเอง ด้วยในใจนั้นห่วงกังวลถึงท่านจินดาที่ถูกพาตัวไป ท่านบอกแล้วว่าจะไม่นำโชคให้นายพลผู้นั้น มันทำให้เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะทำอันตรายแก่บิดา

“เฮ้! อย่าบุ่มบ่ามสิสาวน้อย” เจ้าชายชัยนเรนทร์เข้าไปประชิดหญิงสาวที่เอาแต่ถลำไปด้านหน้า ไม่สนใจคมดาบที่มุ่งหมายเอาชีวิต จนพระองค์ต้องเข้าไปปัดดาบให้แทน ครั้นพอได้สบเนตรกับดวงตาสีฟ้าคราม ก็เบิกเนตรกว้างด้วยความตะลึงงัน

“ปลายมาศ...”

เจ้าของชื่อดึงวรองค์สูงใหญ่ที่ดันมาเหม่อแทนตนเองเข้าหาตัว แล้วเขวี้ยงดาบในมือไปทางทหารรับจ้างคนหนึ่งที่หมายฟาดฟันดับชีวิตเจ้าชายชัยนเรนทร์ทีเผลอ ก่อนจับหัตถ์ใหญ่ที่กุมดาบบังคับไปทางทหารรับจ้างที่พุ่งเข้ามาอีกด้าน จนคมดาบแทงทะลุคอหอยอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ

น้ำหนักมือที่ทาบทับลงมาบนหัตถ์ ทำให้เจ้าชายได้พระสติกลับคืนมา ด้วยไออุ่นของมือข้างนั้น บอกให้รู้ว่าคนตรงหน้านี้ยังสมบูรณ์แข็งแรง มิได้อยู่ในสภาพบาดเจ็บเจียนตายอย่างที่ทรงกังวล และด้วยอารามที่ดีพระทัยเกินไป เลยเผลอคว้าอีกฝ่ายเข้ามากอดท่ามกลางวงประยุทธ์จนปลายมาศต้องอุทานออกมาลั่น

“เจ้าชาย! นี่ไม่ใช่เวลามาแสดงความดีพระทัยนะ ข้างหลัง!”

เสียงของปลายมาศช่วยดึงพระสติของเจ้าชายชัยนเรนทร์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง พระองค์ทรงวาดดาบในหัตถ์ตั้งรับโดยไม่หันไปทอดพระเนตรมองอย่างทันท่วงที ท่ามกลางอาการใจหายใจคว่ำของแต่ละคนที่เห็นเหตุการณ์ ฝ่ายคนร้องเตือนนั้นก็ทั้งตกใจระคนโกรธ พลางเขวี้ยงมีดสั้นที่เหลืออยู่ในมือเล่มสุดท้ายไปปักแสกหน้าคนที่บังอาจคิดทำให้เจ้าชายต้องพระโลหิต ครั้นพอจะหันไปต่อว่าก็ดันได้เห็นดวงพักตร์และแววเนตร ที่แสดงอาการดีพระทัยออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก็ทำให้ความโกรธทั้งหมดมลายลง

“หนังเหนียวใช้ได้นี่ปลายมาศ”

“แต่กระหม่อมจะตายอีกรอบก็เพราะพระองค์นั่นแหละ” ปลายมาศถอนเสียงฉุน ก่อนถกกระโปรง เพื่อหยิบอาวุธลับชุดต่อไปที่ซุกซ่อนอยู่เต็มท่อนขาทั้งสองข้างออกมา

เจ้าชายชัยนเรนทร์ทอดพระเนตรการกระทำของของคนที่ปลอมตัวเป็นหญิงสาวหน้าอัปลักษณ์ ด้วยสีพระพักตร์บิดเบี้ยว ก่อนถอนปัสสาสะออกมาเฮือกใหญ่ ด้วยไม่รู้จะตรัสอย่างไรให้อีกฝ่ายรู้ตัว ว่าการอวดขาอ่อนให้ผู้ชายเห็น ทั้งที่ตัวเองอยู่ในรูปสตรี มันชวนให้คนมองรู้สึกใจหายใจคว่ำมากแค่ไหน แล้วหัตถ์ใหญ่ก็ชักดาบสั้นที่เหน็บอยู่ตรงบั้นพระองค์ออกมาจากฝัก ก่อนโยนมันไปให้รองผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์

“เอาดาบของข้าไป”

“พระองค์เปิดทางให้กระหม่อมออกไปจากตรงนี้ได้ไหม กระหม่อมจะตามไปช่วยท่านพ่อ”

“ไม่ต้องห่วงท่านจินดาหรอก ข้างนอกยังมีหน่วยพิฆาตอีกกลุ่มรออยู่ ถ้าเป็นไปตามแผน สิงหนาทน่าจะถูกจับเป็น” เจ้าชายชัยนเรนทร์ตรัสอย่างไม่ห่วงกังวลในตัวของคนที่ทรงกล่าวถึงเสียเท่าไร แต่คำตรัสของเจ้าชายก็ไม่ได้ทำให้ปลายมาศหายกังวลอยู่ดี

“ถ้าสิงหนาทไปข้างนอกก็ดี แต่ในนี้ยังมีสิริกัญญาอยู่ เขาจะต้องพาตัวน้องสาวของกระหม่อมไปพร้อมกับท่านพ่อด้วยแน่”

“งั้นก็ตายโหงล่ะ” เจ้าชายทรงอุทานออกมาอย่างตกพระทัย เพราะราเชนเองก็แอบลักลอบเข้ามาภายใน เพื่อตามหาตัวว่าที่คู่หมั้นที่ถูกสิงหนาทลักพาตัวมา ซึ่งหากพระสหายของพระองค์ไม่ปะทะกับนายพลกบฎก็เป็นเรื่องดี ไม่อย่างนั้นไฟแค้นของคนที่ถูกพรากทั้งคนรักกับอดีตคนรักที่ยังแผดเผาอยู่ในทรวง จะต้องลุกพึ่บขึ้นมาจนยากจะดับได้อีกแน่

“งั้นเราก็แหกไปด้วยกันนี่ล่ะ ตามหลังข้ามาแล้วกัน”

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


เสียงกุกกักที่ดังขึ้นนอกประตู ทำให้คนที่พยายามเตรียมตัวแลกเป็นแลกตายกับนายพลกบฎสะดุ้งโหยง แล้วหันไปมองประตูที่ถูกมัดโยงเข้ากับสายเชือก และตรงสุดปลายสายนั้นมีมีดทำครัว อันเป็นอาวุธที่หญิงสาวหาในเวลาฉุกละหุกผูกติดไว้ด้วยกันสามเล่ม ซึ่งมันพร้อมที่จะพุ่งเข้าหาผู้เข้ามาใหม่ทันที ที่อีกฝ่ายเปิดประตูเข้ามา

สิริกัญญาไม่หวังว่ากับดักที่เธอสร้างขึ้นมาอย่างง่าย ๆ นี้จะทำร้ายใครได้ นอกจากสร้างบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เท่านั้น แต่มันก็เพียงพอสำหรับหญิงสาวแล้ว เพราะแค่คมมีดเรียกรอยแผลไปเพียงนิด มันจะกลายเป็นทางผ่านให้กับพิษที่เคลือบอยู่บนใบมีดวิ่งแล่นเข้าไปในร่างกาย และทำให้ผู้ต้องพิษพบกับความทรมานยิ่งกว่าการตายแบบเฉียบพลัน

หญิงสาวไม่รู้ว่าทำไมแสงสุรีย์จึงมอบพิษนี้ พร้อมกับบอกสรรพคุณของมันให้ลูกเลี้ยงฟัง แต่เธอก็รับมันมาแล้ว ด้วยมันเป็นทางเลือกเพียงทางเดียวในตอนนี้ ที่เห็นว่าสามารถส่งสิงหนาทลงปรโลกได้เต็มร้อย ซึ่งแม่เลี้ยงก็ได้บอกเธอไว้แล้วว่า ถึงนายพลกบฎจะต้องตายเพราะพิษ แต่ช่วงเวลาที่เขายังไม่ตายก็สามารถจัดการเธอให้ตกตายไปตามกันได้เช่นกัน

เธอไม่กลัวความตายที่จะมาถึงตนเอง แต่สิ่งที่กลัวมากที่สุดก็คือการมอบความตายให้คนอื่นมากกว่า แม้เธอจะพร่ำบอกตัวเองว่ามือนี้เคยฆ่าคนมาแล้ว ถึงจะเป็นการไม่ตั้งใจก็ตามที แต่มือที่กำมีดสั้นที่ปลายมาศให้ไว้ก็ยังไม่ยอมหยุดสั่นเสียที

และเวลาก็ไม่เคยปล่อยให้สิริกัญญาได้คิดมาก เมื่อประตูที่ลงกับดักไว้เปิดผาง ตามด้วยร่างของผู้เข้ามาใหม่ ซึ่งทำให้หญิงสาวต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ที่คนผู้นั้นไม่ใช่นายพลกบฎ แต่เป็นคนที่เธอจำได้ติดตา ว่าเขาตายไปพร้อมกับหัวหน้ากองเกวียนหญิงท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้

“ระวัง! ราเชน!” สิริกัญญากรีดร้องดังลั่น เมื่อกับดักที่เธอวางไว้ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม มันพุ่งตรงเข้าหาร่างสูงที่หลบมีดทำครัวอาบยาพิษเล่มแรกไปได้อย่างเฉียดฉิว แต่เล่มที่สองกับสามที่เพิ่งถูกปล่อยออกจากแล่ง ก็ทำให้หญิงสาวแทบอยากหยุดลมหายใจของตัวเอง เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่มีทางหลบมันพ้นแน่

แต่นับว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของราเชนอยู่ในขั้นดีเยี่ยม ชายหนุ่มรู้ดีว่าตัวเองหลบกับดักชั้นที่สองนี้ไม่ได้ และลางสังหรณ์บางอย่างที่แวบผ่านเข้ามา บอกว่ามีดทำครัวนี้มีอันตรายมากกว่าการสร้างบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ประกอบกับเสียงเตือนและท่าทางจะเป็นจะตายของสิริกัญญา ทำให้ความคิดที่จะใช้ท่อนแขนรับคมมีด เปลี่ยนเป็นกระชากฝักดาบออกมาป้องกันตัวเองแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

“นี่เจ้าคิดจะฆ่าข้างั้นหรือสิริกัญญา...” ราเชนถอนหายใจอย่างโล่งอกที่สามารถรอดผ่านกับดักซ้อนกลมาได้ ซึ่งหากไม่มีเสียงเตือนของหญิงสาว บางทีเขาอาจโดนมีดทำครัวเล่มแรกเรียกเอาเลือดไปแล้ว แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดอะไรอีกก็ต้องตกใจซ้ำ เมื่อร่างบอบบางโถมตัวเข้ามากอดคอแน่น

“ราเชน...ท่านยังไม่ตาย”

ราเชนอยากจะตอบรับเจ้าของน้ำเสียงเครือสะอื้นกลับไป แต่ริมฝีปากของเขาก็ถูกปิดลงด้วยกลีบปากเรียวนุ่มเสียก่อน ชายหนุ่มได้แต่ตะลึงงันกับการถูกรุกครั้งแรกจากหญิงสาว แล้วเส้นความอดทนที่พยายามเก็บกลั้นไว้ก็ขาดผึงลง ลืมสิ้นเรื่องราวภายนอกที่มีแต่ความวุ่นวาย และกลิ่นของความตาย

ท่อนแขนแข็งแรงกระชับกอดร่างบอบบางในวงแขน พลางกดริมฝีปากหนักลงไปบนเรียวปากจิ้มลิ้มที่เผยอขึ้นรับการรุกล้ำโดยไม่ขัดขืน มือเรียวบางลูบไล้ไปตามโครงหน้าคมคายด้วยความคิดหวนคำนึง ก่อนสวมกอดรอบคอเจ้าของร่างสูงที่แทบจะยกตัวเธอให้ลอยขึ้นมา

“ราเชน...” หญิงสาวเรียกชื่อคนที่คิดถึงด้วยน้ำเสียงปนหอบระคนสะอื้นไห้ คนที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้ไม่ใช่ภาพฝัน แต่เป็นความจริงที่เธอสัมผัสได้ “...ท่านยังไม่ตายจริง ๆ” พูดได้แค่นั้นเธอก็สัมผัสกับริมฝีปากอิ่มเอิบที่สวยดั่งอิสตรีต่อ ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดโต้ความอะไรกลับมา

ชายหนุ่มใช้นิ้วเกลี่ยเม็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ก่อนผละริมฝีปากออกมา ด้วยกลัวว่าตัวเองจะหักห้ามใจไว้ไม่อยู่ เขาดีใจที่ถูกสิริกัญญารุกเข้าหา และหากว่าเบื้องหลังประตูบานนี้ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น บางทีเขาอาจจะทำตามปรารถนาของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าจะถูกห้ามจากหญิงสาวในตอนหลังก็ได้

“สิงหนาทมันทำอะไรเจ้า ทำไมถึงมีผ้าพันแผลเต็มไปหมดแบบนี้” ราเชนพูดพลางจับท่อนแขนเรียวบางที่โอบกอดรอบคอมาดูด้วยความห่วงใย มันมีทั้งรอยเลือดเก่ากับใหม่ จนทำให้ชายหนุ่มไพล่คิดไปว่าหญิงสาวถูกนายพลกบฎผู้นั้นจับไปทรมาน

“ข้าปกป้องตัวเอง…” สิริกัญญาอบกลับด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น พลางจับมือของราเชนมาแนบแก้ม “ข้าพยายามปกป้องตัวเอง เพื่อไม่ให้สิงหนาทเข้ามาแตะต้องข้า...ข้าจะไม่ยอมให้มือของใครมาแตะต้องข้า นอกจากมือของท่านเท่านั้น”

หัวใจของราเชนคับพองอยู่ในอกกับคำพูดที่ได้ยินจากคนปากแข็ง แต่มันก็หดฟีบลงเมื่อรู้ว่าหญิงสาวต้องผจญกับเรื่องขมขื่น ระหว่างที่อยู่ในคฤหาสน์หลังนี้อย่างสาหัส ชายหนุ่มคลายแรงกอดรัดลง แล้วเปลี่ยนเป็นโอบกอดด้วยสัมผัสทะนุถนอม พลางพรมจูบไปตามท่อนแขนที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลแผ่วเบาดุสัมผัสของขนนก จนหญิงสาวน้ำตาซึมกับความละมุนละไมที่ช่วยเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำ

“เจ็บมากไหม”

“ไม่เจ็บ...” หญิงสาวตอบเสียงอู้อี้กับบ่ากว้างที่ซุกซบ ความดีใจที่ได้พบหน้าราเชนอีกครั้ง ทำให้เธอลืมเลือนความเจ็บปวดทุกอย่าง และริมฝีปากของเขาก็ดูดซับความเจ็บของเธอไปหมดสิ้นแล้ว

ราเชนระบายลมหายใจออกมาอย่างเชื่องช้า พลางฝังจมูกลงบนเรือนผมสีดำนุ่มด้วยความโล่งใจที่หญิงสาวยังไม่ทำร้ายชีวิตของตนเอง ภาพความตายของอดีตคนรักยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ มันได้สร้างรอยร้าวไว้ในจิตใจมากจนยากทำใจไหว หากต้องพบกับความสูญเสียอีกครั้ง และเสียงระเบิดที่ดังขึ้นรอบคฤหาสน์ก็เป็นดั่งสัญญาณบอกว่าหน่วยพิฆาต ที่นำโดยเจ้าชายชัยนเรนทร์ได้บุกเข้าชิงตัวประกันแล้ว

คนที่รู้แผนการชิงตัวประกันทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ เมื่อนึกถึงแผนการที่ดูจะเอิกเกริกเกินไปเสียหน่อย แต่มันก็ช่วยดึงความสนใจจากคนทั้งหมดไปยังเจ้าชายชัยนเรนทร์ได้ดี กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่วางใจไปเสียทั้งหมด

“เราไปกันเถอะ เดี๋ยวคนของสิงหนาทมาที่นี่ เราจะหนีกันลำบาก”

“อ๊ะ! เดี๋ยวก่อนค่ะ” สิริกัญญารีบขัดขึ้นก่อนเบี่ยงตัวออกจากวงแขนแข็งแรง แล้วไปหยิบมีดทำครัวสามเล่มที่เกือบประทุษร้ายราเชนขึ้นมา โดยฉีกผ้าม่านที่อยู่ใกล้มือที่สุดมาพันรอบมีดสามเล่มนี้ไว้ เพื่อไม่ให้พิษได้แตะต้องผิวหนัง

ราเชนมองดูการกระทำของสิริกัญญาด้วยสายตาสงสัย การที่หญิงสาวให้ความสำคัญกับมีดทำครัวเหล่านั้น แสดงว่ามันต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่ และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกถึงการจับจ้องจึงเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของดวงตาสีถ่าน ก่อนแย้มยิ้มหวานที่แผ่บรรยากาศเย็นยะเยือกออกมา

“ข้าควรรู้ด้วยไหมว่ามีดทำครัวพวกนี้มีความพิเศษอย่างไร เจ้าถึงได้เอามันไปด้วย”

“มันอาบยาพิษไว้ค่ะ ข้าจะใช้มันฆ่าสิงหนาท” สิริกัญญาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น หลังจากที่หวาดกลัวกับการมอบความตายให้ผู้อื่นมานาน

แม้ราเชนจะไม่ตาย แต่เป้าหมายเดิมก็ยังคงอยู่ เพราะนายพลกลฎผู้นั้นยังต้องชดใช้ชีวิตของเหล่าสมาชิกกองเกวียนหญิงที่ดับสิ้นไป รวมถึงชีวิตของชาวสีน้ำเงินที่กลายเป็นโศกนาฎกรรมไม่รู้เลือน!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry