พิษเสน่หา 36

posted on 05 Mar 2008 20:32 by khomglin  in LovePotion-End
๓๖ การจากไปของแสงอรุณ

บริมาสเล่าถึงเหตุการณ์ในสองวัน ที่สิริกัญญาเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง นับตั้งแต่การส่งเสด็จเจ้าหลวงจากทั้งสี่รัฐกลับเมือง ซึ่งบีอากับกรารูวายังสมัครสมานสามัคคี ทิ้งคำพูดให้ผู้ครองปามะห์รู้สึกเจ็บ ๆ คัน ๆ เล่นก่อนจาก ส่วนทาลางทูรยิ่งร้ายกว่า ส่งความนัยบอกให้รู้ว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นคงไม่หยุดอยู่แค่นี้ พาเอาคนฟังรู้สึกระแวงขึ้นมาว่าเป็นฝ่ายนั้นหรือไม่ที่ส่งมือสังหารเข้ามา

ฝ่ายกูรานั้นมาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น แทบไม่มีพิธีรีตองให้วุ่นวายสักอย่าง แต่ก็โดนปามะห์บ่นมาว่าเป็นเจ้าฟ้ากลับทำตัวติดดิน กูราเลยตอกกลับหน้าหงายมาว่าเจ้ามิได้เป็นแค่เจ้าฟ้า แต่ยังเป็นเจ้าที่เชื่อมแผ่นฟ้ากับผืนดินให้ติดกัน คนเขาถึงได้เรียกว่าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน งานนี้ทุกคนเลยรู้ว่ากูราก็ปากจัดไม่แพ้ใคร

สิริกัญญาหัวเราะคิกกับวาจาของญาติหมาด ๆ ที่ทำให้เธอนึกภาพของเจ้าหลวงออกเลยว่าคงแยกเขี้ยวใส่ เตรียมพร้อมจะกัดตอบอย่างไม่ต้องสงสัย โชคดีที่ตรงนั้นมีเจ้าชายชัยนเรนทร์คอยห้าม ซึ่งไม่รู้ว่ากลัวพระสหายจะโดนพระบิดากัดจนเนื้อเหวอะ เหมือนประธานองคมนตรีแห่งปามะห์ หรือจะกลัวว่าฝ่ายพระบิดาเองนั่นแหละที่จะโดนคนหนุ่มถอนหงอกเอา จึงได้เป็นตัวกลางขวางไว้

และเรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่อง ก็คงเป็นเรื่องที่ท่านจินดาฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้ว แต่เนื่องจากยังมีอาการช้ำในจากแรงกระแทกของคมธนูอยู่ เจ้าหลวงจึงไม่ยอมให้ท่านกลับบ้าน ให้ท่านนอนพักฟื้นอยู่ในตำหนักหลวง ซึ่งสิริกัญญาก็รีบไปหาท่านทันทีที่รู้ข่าว

“เดินช้า ๆ หน่อยก็ได้สิรี ท่านจินดาไม่ได้หนีหายไปไหนเสียหน่อย” บริมาสร้องครวญมาตลอดทาง เมื่อเพื่อนเอาแต่จ้ำเดิน ไม่สนใจคนเดินช้าที่กึ่งเดินกึ่งวิ่ง เพื่อเดินตามอีกฝ่ายให้ทัน

“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าตามมาด้วยเลยนะ บริมาส”

“ก็ข้าไม่อยากอยู่ในตำหนักคนเดียวนี่ เจ้าหญิงน่ะทิ้งพวกเราออกไปเล่นกับเจ้าชายชเยนทรตั้งแต่เช้า” คุณหนูพระจันทร์บ่นงึมงำใส่แผ่นหลังเพื่อน ที่ไม่ได้สนใจหันมามองเธอเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวพอเข้าใจอยู่บ้างว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงบิดาขนาดไหน แต่ความห่วงนั้นมันมีมากเกินไป จนเกือบทำให้เจ้าตัวหวิดดับมาแล้ว

“สิรีอย่าทำเหมือนว่าท่านจินดาเจ็บหนักจนใกล้ตายแบบนั้นสิ”

คำพูดของบริมาสทำให้สิริกัญญาชะงักกึกทันที และคนที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังก็หยุดตัวเองไว้ไม่ทัน จึงพุ่งเข้าชนคนนำหน้าเต็มแรง “ว้าย!” สองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน ตามด้วยเสียงจับกบของสองสาว ที่ทำเอาทหารรักษาการณ์ที่ยืนประจำอยู่ตรงนั้น เบิกตากว้างด้วยความตกใจ แล้ววิ่งเข้ามาช่วยพยุงคุณหนูทั้งสองให้ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

“เป็นอะไรมากไหม บริมาส” สิริกัญญาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นเพื่อนลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางทุลักทุเลเต็มที

“ท่าทางข้อเท้าจะแพลงล่ะ” บริมาสตอบพลางทำหน้าเบี้ยว ก่อนยึดมือเพื่อนที่ยื่นมาให้เกาะ

“ขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก แล้วว่าแต่เจ้าเถอะ ทำไมถึงหยุดเดินกะทันหันแบบนี้ล่ะ” หญิงสาวไม่ถือโทษโกรธเคืองเพื่อนที่ทำท่าสำนึกผิด พลางเดินขโยกเขยกโดยมีอีกฝ่ายประคองไปอย่างเชื่องช้า

ดวงตาสีน้ำเงินทอแววแปลกเล็กน้อย แล้วรอยหม่นหมองก็ทาบทับลงมาบนดวงตา “ก็คำพูดของเจ้ามันแทงใจข้าน่ะสิ” สิริกัญญาตอบกลับอย่างเชื่องช้าก่อนถอนหายใจออกมา “ข้าเคยเห็นที่แขนของท่านพ่อมีแต่รอยมีดกรีดเต็มไปหมด มีทั้งรอยลึก รอยตื้น ข้าเลยกลัว”

คำสารภาพของสิริกัญญายังไม่น่าตกใจ เท่ากับคำบอกเล่าของหญิงสาว บริมาสทำสายตาไม่อยากเชื่อ ว่าคนที่ยิ้มแย้มอารมณ์ดีอยู่เสมออย่างท่านจินดา จะทำร้ายตัวเองด้วย และสาเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้บุตรสาวเกิดอาการห่วงบิดาจนไม่สนใจตัวเอง เพราะเจ้าตัวกลัวการสูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดที่สุดไปนั่นเอง

“ขาเป็นอะไรไปน่ะบริมาส”

เสียงทักที่ดังขึ้นเบื้องหลัง ทำให้สิริกัญญาเกร็งตัวขึ้นมาทันที ด้วยรู้ดีว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นใคร และข้างกายของเจ้าของเสียงนี้ ก็มักจะมีผู้ชายคนหนึ่งที่เธอไม่อยากพบในตอนนี้อยู่ด้วยเสมอ หญิงสาวกลั้นหายใจหันกลับไปอย่างเชื่องช้า แล้วรู้สึกโล่งใจขึ้นมา เมื่อไม่เห็นใครบางคนตามติดมาด้วยเช่นปกติ

“เจ้าชายชัยนเรนทร์” สองเสียงขานขึ้นพร้อมกัน และประคับประคองกันถวายบังคมให้เจ้าชาย ที่ทอดพระเนตรมองด้วยความขบขัน

“ไปทำตัวซุ่มซ่ามที่ไหนอีกล่ะ ถึงได้เดินเป๋ไปมาแบบนี้”

คุณหนูพระจันทร์ตวัดค้อนคว่ำให้เจ้าชายช่างแหย่ เรียกเสียงหัวเราะจากคนที่สามที่ไม่ได้อยู่ในบทสนทนา และอาสาตอบแทนคนขี้งอนที่ขมุบขมิบปากไม่พูดอะไร “หกล้มจนขาแพลงเพคะ”

เจ้าชายชัยนเรนทร์พยักพักตร์ด้วยท่าทางรับรู้ ก่อนแย้มโอษฐ์ล้อเลียน “คุณหนูซุกซนชอบวิ่งเล่นไปโน่นมานี่เสมอ บางทีก็มักเดินในทางที่คนอื่นเขาไม่เดินกัน มันคงไม่แปลกหรอกที่จะมีพลาดมีล้มจนกลายเป็นปูเดินเซแบบนี้”

“หม่อมฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียหน่อย” บริมาสบ่นอุบอิบอย่างไม่ชอบใจที่ถูกล้อเลียนเท่าไรนัก เธอพยายามทำตัวเป็นคุณหนูที่งามสง่าและเรียบร้อย เพื่อไม่ให้ใครมาดูถูกเจ้าหลวงพระอาทิตย์ของเธอ แต่ดูท่าภาพพจน์สมัยเก่าก่อนจะลบเลือนไม่ได้ง่าย ๆ

“หายป่วยแล้วหรือสิริกัญญา” เจ้าชายเลิกแหย่คุณหนู แล้วทรงหันไปถามว่าที่ราชญีแห่งกูรา สีพระพักตร์ไม่มีร่องรอยใดบอกให้รู้ ว่าทรงทราบเรื่องบาดหมางระหว่างหญิงสาวกับพระสหายเลยสักนิด เจ้าของชื่อจึงแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนแย้มยิ้มตอบกลับไป

“มีคนดูแลดีเพคะ เลยหายป่วยไว”

“แต่คงหายขาดถ้ามียาดี ๆ มารักษาเพคะ” และคุณหนูพระจันทร์ก็อดจะแทรกขัดขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน

“ยาพิษสิไม่ว่า” สิริกัญญาพึมพำกับตัวเอง แต่มันก็ดังพอให้คนหูไวอย่างเจ้าชายชัยนเรนทร์ได้ยิน พระองค์จึงทำเพียงแย้มสรวลกลับไป

“แล้วนี่พวกเจ้ามาเยี่ยมท่านจินดากันหรือ” เจ้าชายเสเปลี่ยนไปอีกเรื่อง เพื่อไม่ให้บรรยากาศดูน่าอึดอัด เพราะการกล่าวถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ อย่างไรเสียพระองค์ก็ทรงรู้สึกผิดแทนพระสหาย ที่ได้ทำร้ายน้ำจิตน้ำใจของหญิงสาวสีน้ำเงินไป

“เพคะ” สองเสียงขานตอบพร้อมกันอีกครั้ง พลางเอียงคอมองเจ้าชายที่ดูท่าจะมีเป้าหมายที่เดียวกัน

“งั้นเดินไปด้วยกันแล้วกัน ข้าก็กะว่าจะไปเยี่ยมท่านจินดาอยู่พอดี” เจ้าชายตรัสพลางเข้าไปประคองบริมาสแทนสิริกัญญา ซึ่งพวกเธอก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรนัก ด้วยทราบถึงน้ำพระทัยของพระองค์ดี ว่าทรงเอ็นดูพวกเธอเหมือนน้องเหมือนนุ่ง และบางทีก็มักจะมีคนนำความสัมพันธ์ของพวกเธอกับเจ้าชายไปลือในทางชู้สาว ดังเช่นข่าวลือล่าสุดนี้ ที่เจ้าของข่าวลือยังไม่รู้เลยว่าพวกตนหมั้นกันตั้งแต่เมื่อไร

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


เสียงร้องไห้โยเยของเด็กเล็ก สลับกับเสียงขู่แกมปลอบของเจ้าหลวง ดังลอดออกมาจากห้องพักของท่านจินดา จนคนที่หยุดยืนอยู่เบื้องนอกมองหน้ากันด้วยความสงสัย ว่าเกิดอะไรขึ้นในนั้นกันแน่ และเจ้าชายชัยนเรนทร์ก็ไม่ทรงรีรอให้ความสงสัยแวะมาเยี่ยมเยือนอยู่นานนัก พระองค์ทรงผลักบานทวารเข้าไป แล้วทุกคนก็ได้เห็นต้นเหตุของเสียงที่ดังลอดออกไป

เจ้าหลวงทรงพยายามดึงพระโอรสที่กรรแสงลั่น ไม่ยอมผละออกมาจากอ้อมอกของท่านจินดา ที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ที่โดนเจ้าชายน้อยเกาะหนึบไม่ยอมปล่อยเช่นนี้ พระองค์ทรงขู่ก็แล้ว ปลอบก็แล้ว พร้อมทั้งขอร้องว่าอย่ารบกวนคนป่วย แต่โอรสน้อยก็ไม่ยอมปล่อยพระพาหาออกจากเอวของท่านจินดา จนต้องตรัสให้องคมนตรีเฒ่าฟัง ว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อของเด็กดื้อคนนี้ จนคนที่ได้ยินหลุดเสียงหัวเราะออกมา

เสียงหัวเราะของผู้เข้ามาใหม่ ดึงสายตาจากผู้อาวุโสให้หันไปมอง เจ้าหลวงทรงแย้มสรวลกว้างที่ทอดพระเนตรเห็นสิริกัญญา พระองค์ทรงได้ยินมาว่าหญิงสาวไม่สบาย และนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ตำหนักวิหคสุบรรณ ซึ่งทรงไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียน เพื่อสอบถามอาการ จนกระทั่งอีกฝ่ายหายดี

แต่ที่เห็นว่าจะแย้มโอษฐ์กว้างมากที่สุด ก็คงเป็นตอนที่ทอดพระเนตรไปยังเจ้าชายชัยนเรนทร์ ที่ประคับประคองบริมาสเข้ามาอย่างคู่รัก มันทำให้พระองค์ทรงนึกไปถึงข่าวลือที่คนในวังกำลังพูดถึงกันหนาหู ว่าทั้งสองได้แอบหมั้นหมายกัน โดยที่ไม่มีใครรู้ ซึ่งหลักฐานหมั้นหมายที่ทุกคนเอาไปลือกัน ก็คือแหวนที่อยู่บนนิ้วนางของทั้งคู่

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าข่าวลือจะมีเรื่องจริงอยู่ด้วย” เจ้าหลวงทรงพึมพำให้ทุกคนในห้องได้ยิน และก็ทำให้ทุกคนสงสัยว่าข่าวลือที่พระองค์ทรงกล่าวถึงคือเรื่องใด

“ข่าวลืออะไรหรือพระเจ้าค่ะ” เจ้าชายชัยนเรนทร์ตรัสถาม พลางประคองบริมาสให้ไปนั่งบนเก้าอี้ข้างเพื่อนสีน้ำเงิน และพระองค์ก็ประทับนั่งข้างคุณหนูพระจันทร์ ยิ่งกลายเป็นภาพยืนยันให้เจ้าหลวงทรงพระสรวลอย่างชอบพระทัย ที่การจับคู่ของพระองค์ประสบความสำเร็จ

“อย่ามาทำไก๋หน่อยเลยน่าเจ้าชัย” เจ้าหลวงยังทรงหยอกเย้าไม่เลิก พลางหลิ่วเนตรให้บริมาสที่แย้มยิ้มตอบกลับด้วยท่าทางงุนงงไม่แพ้กัน

“ข่าวลือในวังมีตั้งหลายร้อยหลายพันเรื่อง กระหม่อมจะเดาถูกไหมล่ะว่าทรงพูดเรื่องไหน” เจ้าชายทรงสวนตอบด้วยท่าทางหมั่นไส้ เมื่อพระบิดายังคงกำกวมไม่เลิก

“ข่าวลือเรื่องที่พระองค์ทรงแอบไปหมั้นหมายกับบริมาสพระเจ้าค่ะ” ท่านจินดาตอบแทนให้ ด้วยกลัวว่าจะกลายเป็นการทะเลาะวิวาทระหว่างพ่อลูกไปเสียก่อน

“หมั้น!?” เจ้าของข่าวลืออุทานขึ้นมาอย่างตกพระทัย ยิ่งท่าทางที่เหมือนกับเพิ่งรู้นั้น ทำให้เจ้าหลวงทรงเอะพระทัยขึ้นมา

“พวกเจ้าไม่ได้หมั้นกันหรือไง”

เจ้าชายชัยนเรนทร์แทบอยากถลันพรวดออกไปหาต้นตอข่าวลือเรื่องนี้เสียเดี๋ยวนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทรงไปตามหาที่ไหน จึงได้แต่ครางอยู่ในพระศอแผ่วเบา “อะไรที่ทำให้พ่อคิดว่าพวกเราหมั้นกันแล้วล่ะ” พระองค์ไม่ตรัสตอบ แต่ส่งคำถามกลับไปให้ผู้แก่วัยลอบมองหน้ากัน ก่อนถอนหายใจออกมา

“ท่าทางตอนเจ้าประคับประคองแม่หนูบริมาสเข้ามา ก็ทำให้พ่อคิดว่าพวกเจ้าใจตรงกันแล้วน่ะสิ แถมแหวนบนนิ้วของพวกเจ้าก็ยิ่งทำให้พ่อคิดแบบนั้น” เจ้าหลวงตรัสเสียงละห้อย เมื่อข่าวลือก็ยังคงทำหน้าที่เป็นข่าวลือต่อไป

“แหวนงั้นหรือ” เจ้าชายชัยนเรนทร์ก้มพระพักตร์มองแหวนที่เพิ่งได้มาไม่นาน ก่อนผินพระพักตร์ไปทอดพระเนตรนิ้วของบริมาสที่มีแหวนรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับของพระองค์

“แหวนนี่เป็นของปลายมาศ เขาฝากไว้ก่อนออกแสวงบุญ”

ท่านจินดาทำหน้าแปลกไปเล็กน้อย พลางจดจ้องแหวนของลูกชายที่อยู่กับเจ้าชายชัยนเรนทร์โดยไม่มีใครสังเกต ก่อนหันไปมองบริมาสที่ก้มหน้าหลบสายตาการจับจ้องของเหล่าผู้อาวุโสที่หันมามองเธอกันเป็นตาเดียว

“แล้วเจ้าล่ะบริมาส แหวนของเจ้าได้มาจากใครงั้นหรือ” เจ้าหลวงตรัสถามเสียงละมุน โดยไม่มีท่าทางถือโทษที่เธอมิได้คบหากับพระโอรส จนถึงขั้นหมั้นหมายตามที่ข่าวลือว่า

“ท่านพระอาทิตย์ให้มาเพคะ” บริมาสตอบอ้อมแอ้ม พลางเหลือบตาขึ้นมองเจ้านายสองพระองค์ ที่ทำพักตร์ฉงนกับชื่อเรียกแทนตัวของเจ้าหลวงวิวัสวัต

“เขาชื่อพระอาทิตย์งั้นหรือ บริมาส”

คำตรัสถามของเจ้าหลวงทำให้หญิงสาวยิ้มน้อย โดยไม่ตอบอะไร ฝ่ายเจ้าชายชัยนเรนทร์กับสิริกัญญากลับขมวดคิ้วยุ่ง คล้ายจะนึกถึงใครบางคนที่เหมือนจะแวบผ่านเข้ามา แต่ก็นึกไม่ออกว่าคนผู้นั้นเป็นใคร จนกระทั่งทุกคนได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกดังมาจากท่านจินดา สายตาทุกคู่จึงจับจ้องไปยังท่านทันที

“พระอาทิตย์แห่งกูราสินะ บริมาส”

ใบหน้าของคุณหนูพระจันทร์ขึ้นสีแดงระเรื่อขึ้นมา เมื่อองคมนตรีเฒ่าเดาถึงคนที่จับจองตัวเธอไว้ได้ถูก แต่ผู้ที่ได้ยินพากันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนร้องอุทานออกมาอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะเจ้าหลวงที่มีเสียงโหยหวนดังต่อท้าย

“วิวัสวัต!”

ท่านจินดากลั้วหัวเราะกับคำโอดครวญของเจ้าหลวงที่บ่นอุบว่าโดนกูราแย่งสาวงามไปอีกแล้ว เพราะในอดีตก็มีสาวงามคนหนึ่งที่ถูกกูราครอบครอง และนั่นก็ทำให้ท่านคิดถึงสาวงามผู้เป็นน้องสาวของตนเองขึ้นมา

“เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวก่อน” เสียงของเจ้าชายชัยนเรนทร์ขัดเสียงโอดครวญของเจ้าหลวงให้หยุดชะงัก และดึงท่านจินดาให้หลุดออกมาจากภวังค์ความคิด “แหวนวงหนึ่งเป็นของวิวัสวัต อีกวงก็เป็นของปลายมาศ คนสองคนที่ไม่เคยพบหน้า แล้วไหงถึงมีแหวนเหมือนกันได้”

“เจ้าชัย ขอพ่อดูแหวนของปลายมาศหน่อยสิ” เจ้าหลวงทรงทิ้งเสียงหึในพระศอ ด้วยรู้ดีว่าโอรสกำลังกล่าวถึงอะไร ก่อนรับแหวนที่เจ้าชายถอดส่งมาให้ พลางพินิจดูอย่างละเอียด

หากมองด้วยตาก็คงเห็นว่ามันเป็นแหวนโลหะเนื้อดำธรรมดา แต่เมื่อลองลูบสัมผัสไปตามวงแหวน และขอบสันก็จะพบว่าบนเนื้อโลหะนั้นมีการเซาะร่องเป็นลวดลายบางอย่าง เจ้าหลวงทรงพระสรวลแผ่วเบา ก่อนผินพักตร์ไปทางบริมาสที่รู้ดีว่าพระองค์ต้องการอะไร จึงถอดแหวนส่งให้ทรงพินิจอีกวง

แหวนของบริมาสนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายกับแหวนของเจ้าชายชัยนเรนทร์ แต่เมื่อลองลูบสัมผัสก็พบว่าบนขอบสันไม่มีการเซาะร่องเช่นวงแรก พระองค์ทรงคืนแหวนทั้งสองวงให้เจ้าของ แล้วหันไปทอดพระเนตรท่านจินดาที่ยังทำหน้าซื่อ เหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรสักอย่าง

“แหวนวงนั้นให้ปลายมาศไปตั้งแต่เมื่อไร ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง”

“มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเขา” ท่านจินดาตอบเสียงเรียบ พลางหันไปคลี่ยิ้มน้อยให้เจ้าชายชัยนเรนทร์ที่ดูเหมือนว่าจะทรงเดาอะไรต่อมิอะไรออกมาได้มาก

“เดี๋ยวนะ...การที่ปลายมาศมีแหวนแบบเดียวกับของวิวัสวัต ก็หมายความว่า...”

เจ้าหลวงส่งเสียงสรวลกับการคาดเดาของโอรสที่คลำมาได้ถูกทาง แม้แต่สิริกัญญาที่นั่งฟังอยู่ก็คาดไม่ถึงว่าพี่ชายจะมีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับแดนหลังไพรทึบด้วย และนั่นก็ทำให้หญิงสาวนึกถึงตอนที่อีกฝ่ายพยายามเผยเงื่อนงำบางอย่างเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเธอ ซึ่งหมายความว่าชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นใคร

เจ้าชายชัยนเรนทร์ทั้งตกพระทัย ทั้งงงงันระคนกัน ปลายมาศไม่มีส่วนใดบอกให้รู้เลย ว่าในกายนั้นมีสายเลือดของกูราไหลเวียนอยู่ เขาสืบทอดลักษณะของท่านจินดามาเสียเกือบหมด จนไม่เคยคาดคิดเลยว่าข้างกายของพระองค์ คือหนึ่งในสายเลือดที่ทรงตามหา และพระองค์ก็ไม่อาจทราบได้ว่าฝ่ายนั้นรู้ถึงชาติกำเนิดของตัวเองด้วยหรือไม่ แต่ถ้าให้เดาจากเรื่องของสิริกัญญา ก็คาดได้ว่าเจ้าตัวไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองเป็นแน่

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


หลังจากที่แต่ละฝ่ายต่างตกอกตกใจ ที่ท่านจินดาครอบครองสตรีสีน้ำเงินไว้ถึงสองคน ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้ง แต่ก็ใช่ว่าจะปกติเสียทีเดียวนัก เมื่อเจ้าชายน้อยที่ทรงเกาะหนึบอยู่กับอกท่านจินดา ได้ทรงสบเนตรเข้ากับดวงตาสีน้ำเงินของสิริกัญญา พระองค์ร้องโยเยจะให้หญิงสาวอุ้มแทนองคมนตรีเฒ่า และไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงพระสรวลอย่างชอบพระทัยที่บริมาสเข้ามาเล่นด้วย จึงกลายเป็นว่าทรงครอบครองหญิงสาวทั้งสอง ที่นึกเอ็นดูเจ้าชายที่ติดพวกเธอขึ้นมาครามครัน

“ข้าเดาออกเลยว่าอนาคตลูกชายคนนี้โตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร” เจ้าหลวงทรงถอนปัสสาสะเฮือกใหญ่ หลังจากทอดพระเนตรเห็นโอรสน้อยเกาะติดสองสาวแจ ชนิดไม่ยอมปล่อยหัตถ์จากใครไปสักคน เรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าชายชัยนเรนทร์ที่นึกอยากแย้งนัก ว่าโอรสแต่ละพระองค์ก็ล้วนสืบพระนิสัยของพระบิดามานั่นแหละ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนิสัยเจ้าชู้ประตูดินนี่ด้วย

“ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ” เสียงของมหาดเล็กที่ทำตัวดุจเงา ปรากฏขึ้นที่ประตูเมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้ แม้แต่เจ้าชายที่ถูกฝึกให้มีโสตสัมผัสได้ดีกว่าใคร ก็ยังไม่ได้ยินเสียงประตูเปิดเข้ามา

“มีอะไรหรือ” เจ้าหลวงตรัสถามด้วยความสงสัย เพราะหากไม่มีเรื่องสำคัญอะไร มหาดเล็กจะไม่เข้ามาแทรกขัดยามพระองค์ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเด็ดขาด

“คนจากคฤหาสน์พรหมเทวามาขอพบท่านจินดาพระเจ้าค่ะ”

เจ้าหลวงทรงขมวดพระขนงยุ่ง กับการขอเข้าพบท่านจินดาที่แทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และด้วยความสงสัย ว่าเรื่องอันใดที่ทำให้มหาดเล็กถึงกับเข้ามาขัดจังหวะเวลาส่วนตัวเช่นนี้ได้ จึงพยักพักตร์ให้มหาดเล็กนำตัวผู้ขอพบเข้ามา และเพียงเวลาไม่นาน คนสนิทของท่านจินดาก็เข้ามายืนอยู่ในห้อง

“อ้อ! ที่แท้ก็ปลายบุญนี่เอง จะมาทวงเจ้านายตัวเองกลับไปแล้วหรือ”

คนสนิทของท่านจินดากระตุกยิ้มขึ้นมาครู่หนึ่ง ด้วยรู้ดีว่าเจ้าหลวงทรงไม่ชอบขี้หน้าเขาเท่าไรนัก เพราะตั้งแต่หนุ่มจนแก่ที่เขาได้เข้ามารับใช้ท่านจินดา ก็ถูกนายเหนือแผ่นดินสีทองท้าประลองดาบอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งจะสลับกันแพ้สลับกันชนะมาตลอด ซึ่งตอนนี้เขาทำแต้มนำอยู่หนึ่งแต้ม เจ้าหลวงจึงทรงพยายามหาทางแก้มืออยู่

“มิได้พระเจ้าค่ะ การพักอยู่ที่นี่ทำให้ท่านจินดาได้พักอย่างแท้จริง กระหม่อมจึงไม่คัดค้านที่ฝ่าบาทจะทรงยึดเจ้านายของกระหม่อมให้พักฟื้นอยู่ที่นี่จนกว่าจะหาย”

ใครว่าคนสนิทของท่านจินดาเป็นคนเงียบขรึมไม่พูดไม่จา เห็นทีต้องมาดูตอนนี้ ตอนที่กำลังโต้เถียงกับเจ้าหลวงที่ชักสายพระเนตรขุ่น กับคำบางคำที่อีกฝ่ายจงใจเอ่ยออกมา

“มีอะไรหรือปลายบุญ” ท่านจินดาเอ่ยถามคนสนิทก่อนที่เจ้าเหนือชีวิตจะทรงหาเรื่องคนของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งท่านก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนคู่นี้ถึงศรศิลป์ไม่กินกันนัก ทั้งที่กับคนอื่นก็เข้ากันได้ง่าย

ปลายบุญหันไปค้อมคำนับให้ท่านจินดา ก่อนทำหน้าเครียดออกมา “ท่านแสงอรุณเสียชีวิตแล้วขอรับ”

ข่าวที่คนสนิทของท่านจินดานำมาบอก ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบ แม้แต่ลมหายใจก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ยินหรือไม่ แล้วทุกคนก็ถูกดึงออกมาจากห้วงแห่งความเงียบ เมื่อท่านจินดาทอดถอนหายใจออกมาอย่างเชื่องช้า พลางพึมพำออกมาแผ่วเบา

“งั้นหรือ...ได้เวลาที่แสงอรุณจากไปแล้วหรือ...เร็วเหลือเกิน”

จากเหตุการณ์ที่มีกลุ่มมือสังหาร เข้ามาลอบปลงพระชนม์เจ้าหลวงแห่งปามะห์ในเทศกาลจับม้า ซึ่งยังผลให้ท่านจินดาได้รับบาดเจ็บจากการปกป้องเจ้าหลวง ทำให้แสงอรุณต้องรีบตัดสินใจบางอย่าง และเขาก็เลือกที่จะไป ที่แม้ท่านจินดาจะรู้ว่ามันเป็นการตายหลอก แต่ก็อดสะท้านใจขึ้นมาไม่ได้

ฝ่ายเจ้าหลวงนั้น ถึงกับทรงทำอะไรไม่ถูก เมื่อรู้ว่าโอรสของขนิษฐาของพระองค์ได้จากไปเสียแล้ว หลังจากที่มีอาการส่อเค้าว่าอาจพยุงชีวิตต่อไปได้ไม่นาน พระองค์ทรงกลืนก้อนแข็งที่จุกอยู่ในพระศออย่างลำบาก ก่อนผินพักตร์ไปยังท่านจินดาที่ถูกบรรยากาศซึมเศร้าปกคลุมเช่นทุกครั้ง ที่ได้ยินข่าวการตายของใครบางคน แต่ดูเหมือนครั้งนี้ท่านจินดาจะนิ่งสงบยิ่งกว่าคราใด ราวกับว่าปลิดปลงในชีวิตได้

“จัดพิธีให้เขาอย่างสมเกียรติ ข้าจะเป็นประธานพระราชทานเพลิงศพให้หลังจากนี้อีกเจ็ดวัน”

“กระหม่อมจะใช้ธรรมเนียมฝังพระเจ้าค่ะ” ท่านจินดาเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนเงยหน้าขึ้นสบจ้องดวงเนตรสีน้ำตาลไหม้ที่ทอแววไม่เข้าพระทัย “กระหม่อมจะฝังแสงอรุณไว้ที่วัดของกระหม่อมในบูกิต ตามธรรมเนียมบ้านของกระหม่อม”

เจ้าหลวงทรงเข้าพระทัยได้ไม่ยากว่าท่านจินดากล่าวถึงอะไร ธรรมเนียมที่ท่านจินดาว่าก็คือธรรมเนียมของชาวสีน้ำเงิน ที่มักใช้พิธีฝังศพมากกว่าการเผา ซึ่งพระองค์ก็ไม่แปลกพระทัยอะไรนัก ด้วยท่านจินดาก็ถือได้ว่ามีสายเลือดของชาวสีน้ำเงินไหลเวียนอยู่

“ความจริงกระหม่อมอยากฝังไว้ที่ผาสเรมบัม แต่ตอนนี้อะไรหลายอย่างก็ยังวุ่นวายอยู่ กระหม่อมจึงจำต้องฝังศพของแสงอรุณไว้ที่อารามของกระหม่อมแทน”

เจ้าหลวงครางในพระศอ หลังจากที่ไม่ได้ยินชื่อนี้มานานนับสิบปี ผาสเรมบันคือสุสานกษัตริย์ของกูรา ที่นั่นมีพระบรมศพของบรรพกษัตริย์หลับอย่างสงบกันมาหลายต่อหลายรุ่น อีกทั้งยังมีความลับที่พระองค์ยังรู้ไม่หมดอยู่ในนั้นมากมาย ความลับเหล่านั้นถูกซ่อนไว้ใต้กลไกลและกับดักที่กำจัดผู้บุกรุกมามากต่อมาก ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปในนั้นได้ โดยไม่เกิดอันตรายใด ๆ ก็มีแต่เชื้อสายเทพที่ครอบครองกุญแจทางเข้าผากษัตริย์

“เจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนั้นแล้วนะ”

ท่านจินดาคลี่ยิ้มน้อย และรู้สึกผิดต่อเจ้าหลวงที่เพียรพยายามอยู่หลายปี กว่าจะพาท่านหนีออกมาได้ เพราะสุดท้ายแล้วร่างกายและวิญญาณของท่านก็ต้องกลับไปยังสถานที่แห่งนั้นอยู่ดี “ฝ่าบาทเคยบอกไม่ใช่หรือว่ากระหม่อมไม่อาจหลีกหนีตนเองได้ สักวันกระหม่อมก็ต้องกลับไปที่นั่น แม้จะเหลือเพียงเถ้ากระดูกก็ตาม”

“ใครจะให้ไปกัน!” เจ้าหลวงทรงชักเสียงขึง แต่เมื่อได้สบเนตรกับดวงตาสีฟ้าครามที่จ้องตอบกลับมาแน่วนิ่ง ก็ถอนปัสสาสะออกมาอย่างยอมแพ้

“ข้าลงเรือโจรมาแล้วนี่ ก็ต้องร่วมมือสมคบคิดกับเจ้าต่อไป เอ้า! อยากทำอะไรก็ทำ”

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry