พิษเสน่หา 33
posted on 29 Feb 2008 23:31 by khomglin in LovePotion-End
๓๓ ก่อเหตุ
เสียงประกาศของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการที่ดังต่อกันเป็นทอด ทำให้เสียงจอแจที่ฟังไม่ได้ศัพท์กลืนหายไปกับความเงียบที่เกิดขึ้นฉับพลัน สายตาทุกคู่จดจ้องไปยังคณะของเจ้าหลวงแห่งปามะห์ หรือหากจะกล่าวให้ถูกคือพวกเขากำลังจ้องมองดรุณีสองนาง ที่เคียงคู่มากับเจ้าหลวงและเจ้าชายชัยนเรนทร์มากกว่า
เหล่าราชอาคันตุกะพากันลุกขึ้นทักทายเพื่อนบ้านที่ไม่ได้พบหน้าสบตากันมานานปี โดยทางบีอากับกรารูวา ยังจับคู่กระแนะกระแหนเจ้าหลวงแห่งปามะห์ได้อย่างเจ็บแสบไม่มีเปลี่ยน ซึ่งพระองค์ก็ตอบโต้ด้วยฝีพระโอษฐ์จัดจ้านไม่แพ้กัน ส่วนเจ้าหลวงแห่งทาลางทูรทำเพียงก้มพระเศียรโดยไม่ตรัสอะไร นอกจากปรายสายพระเนตรไปยังคู่ของพระองค์ที่ถวายบังคมให้อย่างแช่มช้า
“ได้ยินว่าเจ้าฟ้าชายอารยมันก็เสด็จมาด้วยไม่ใช่หรือ ไปไหนเสียแล้วล่ะ” เจ้าหลวงทรงเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน ด้วยอยากทอดพระเนตรเห็นว่าเจ้าฟ้าชายจะทรงรับจุดเด่นของฝ่ายใดไป
“อารยมันไม่ค่อยอยู่กับที่ บางทีตอนนี้อาจจะไปอยู่กับกลุ่มของผู้ร่วมแข่งขัน หรือไม่ก็คงเดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่ในงานนี้นี่แหละ” เจ้าหลวงแห่งทาลางทูรตรัสตอบเสียงเรียบ และประทับนั่งลงตามเดิม โดยเบนสายพระเนตรไปยังกลุ่มม้าพยศที่พากันทยอยออกมาจากป่าปัจฉิม ราวกับรู้เวลาเริ่มงาน
“บีอา กรารูวา ทาลางทูรก็มากันแล้ว ตอนนี้เหลือแต่กูราสินะ” ยังไม่ทันขาดคำ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการก็ประกาศการมาถึงของราชอาคันตุกะชุดสุดท้าย ซึ่งทำให้เสียงจอแจเงียบลงอีกครั้ง เมื่อผู้มาใหม่มีแค่สี่คน และแต่ละคนพากันสวมชุดคลุมสีดำขะมุกขมอม จนมองไม่ออกว่ามาร่วมงานนี้ด้วย
เจ้าหลวงทรงพระสรวล เมื่อการปรากฎตัวของกูราดึงความสนใจจากผู้คนไปหมด พระองค์ทรงทอดพระเนตรเจ้าหลวงแห่งกูราที่เสด็จนำหน้ามาด้วยก้าวย่างที่มั่นคง จนกระทั่งเข้าสู่จุดนั่งชม จึงถอดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นดวงพักตร์ที่สร้างเสียงฮือฮาจากฝูงชนที่เฝ้ามองอีกครั้ง
“นี่ถ้าไม่ติดว่ารูปงาม คงทำแบบนั้นไม่ได้นะ ว่างั้นไหม” เจ้าชายชัยนเรนทร์ผินพักตร์ไปกระซิบกับราเชนที่พ่นลมหายใจกับแผนการปรากฎตัวของเจ้าหลวงวิวัสวัต
“กูราปิดตัวเองมานาน ก็สมควรแก่เวลาในการเปิดเผยให้ผู้คนภายนอกได้รู้จักรัฐของตัวเองเสียที”
“แต่ข้าว่าวิวัสวัตไม่น่าคิดแผนทำตัวเองให้เป็นจุดเด่นหรอก เชื่อเถอะว่าต้องเป็นแผนของเจ้าทูตหน้าเป็นนั่น”
บทสนทนาเหล่านี้อยู่ในการเฝ้าฟังของบริมาส ที่ตกตะลึงกับการปรากฏองค์ของเจ้าหลวงแห่งกูรา ที่ดันเป็นบุคคลเดียวกับพระอาทิตย์ของเธอ หญิงสาวเบิกตามองกว้าง ใจหนึ่งก็อยากถลาไปหาท่านพระอาทิตย์ และถามหาความจริงทั้งหมดว่ามันเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องหักห้ามใจด้วยรู้ดีถึงความไม่สมควร เธอจึงได้แต่กำของแทนใจที่ทรงให้ไว้ พลางรำลึกถึงสัญญาที่รับมา
บริมาสเชื่อว่าท่านพระอาทิตย์ไม่ใช่คนตระบัดสัตย์ เขาบอกว่าขอทำธุระให้เสร็จ แล้วจะมาหา ซึ่งบางทีสิ่งนี้อาจเป็นธุระของเขาก็เป็นได้ ดังนั้นเธอจึงไม่ควรไปขัดขวางธุระของเจ้าหลวงแห่งกูรา
“ต้องขอประทานอภัยที่กระหม่อมมาในชุดไม่เรียบร้อย” เจ้าหลวงวิวัสวัตก้มพระเศียรคำนับเหล่าผู้อาวุโส พลางตรัสด้วยสุรเสียงแหบแห้งราวกับเร่งรีบเดินทางมาโดยไม่หยุดพัก “กระหม่อมเพิ่งเสร็จงานที่กูรามา จึงรีบเดินทางมาทั้งชุดนี้”
เจ้าหลวงโบกหัตถ์ไปมาอย่างไม่ถือสา พลางส่งเสียงสรวลกับแผนการของกูราที่ทรงเดาได้ ความโดดเด่นของพวกสีน้ำเงินนั้นมีมากเหลือล้น ไม่ว่าจะเป็นตัวสิริกัญญา หรือเจ้าหลวงแห่งกูราที่ปรากฎองค์มาด้วยวิธีแปลกประหลาด ซึ่งมันได้ดึงความสนใจของผู้คนที่จดจ้องอยู่กับโฉมงาม ไปยังตนเองได้อย่างแนบเนียน
“ได้ยินแว่วมาว่าทรงหมกมุ่นอยู่กับการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและงานพัฒนา จนพร้อมที่จะเปิดรัฐได้อีกแล้วนี่”
เจ้าหลวงแห่งกูราก้มพระเศียรลงอย่างถ่อมตน พลางประทับนั่งลงพร้อมกับผู้ติดตามที่พากันถอดผ้าคลุมออก เผยโฉมตนเองให้ผู้คนได้ยลกันถ้วนทั่ว ซึ่งแต่ละคนก็พากันทอดถอนหายใจกับรูปโฉมของชาวกูรา ที่ต้องยกเว้นผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ไว้เสียคน ด้วยมีรูปหน้าเหี้ยมหาญดุดันเสียจนไม่กล้ามอง
“กูรายังมีเรื่องที่ต้องสะสางหลายอย่าง เราคงเปิดออกไปทีละด้านจนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางของมันเอง”
“อย่าทรงหมกมุ่นอยู่กับงานมากนักล่ะ อายุอย่างพระองค์น่าจะถึงวัยที่ต้องมีมเหสีแล้วนะ มีหญิงสาวที่ทรงหมายปองแล้วหรือยังล่ะ” เจ้าหลวงตรัสถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ซึ่งทรงไม่รู้องค์เลยว่าได้ไปสะกิดต่อมหัวใจของคนที่ถูกเจ้าหลวงวิวัสวัตหมายปองเข้า และคนถูกหยอกเย้าก็สังเกตเห็นดวงหน้างามของคุณพระจันทร์ที่แดงระเรื่อขึ้นมา จึงทรงพระสรวลตอบกลับไป
“ถ้าเสร็จธุระเมื่อไร กระหม่อมคงจะหาหญิงสาวที่หมายปองได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ทรงทำธุระเสร็จโดยเร็วแล้วกัน สำหรับเราเหล่าผู้ครองเมือง การมีรัชทายาทถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับสองรองลงมาจากการปกครองเลยทีเดียว ข้าขออวยพรล่วงหน้าให้ทรงมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองนะ”
บริมาสทำปากขมุบขมิบ พลางส่งค้อนตาคว่ำให้เจ้าหลวงทั้งสองพระองค์ ที่พากันพระสรวลอย่างสนุกสนาน ไม่ได้รับรู้เลยว่าหญิงสาวที่ถูกอวยพรล่วงหน้ากำลังนั่งเขินอยู่คนเดียว โดยไม่สามารถบอกใครได้ ว่าตัวเองกำลังจะอกแตกตายกับความอายนี้อยู่แล้ว
“กระหม่อมขอรับคำอวยพรล่วงหน้านั้นอย่างยินดีพระเจ้าค่ะ” เจ้าหลวงวิวัสวัตแย้มโอษฐ์นุ่มละมุน พลางก้มเศียรรับพรจากผู้อาวุโส ซึ่งตอนที่ทรงก้มพักตร์ลง ก็แอบชำเลืองเนตรไปทางคุณหนูพระจันทร์ที่อายม้วนต้วนเสียจนน่าเอ็นดู
แล้วหลังจากการทักทายปราศรัยระหว่างตัวแทนจากรัฐทั้งห้าเสร็จสิ้นลง เจ้าหลวงก็ทรงกล่าวเปิดงาน และให้เริ่มการแข่งขันค้นหาผู้กล้าปราบม้าพยศ โดยอธิบายถึงกฎกติกาที่มีอยู่เพียงข้อเดียว ว่าให้ปราบม้าที่ทางเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ จึงจะผ่านการทดสอบ ซึ่งเสียงเฮก็ดังขึ้นทันทีที่ผู้ท้าชิงทยอยกันเข้ามา
การดำเนินงานแข่งขันยังคงมีไปอย่างต่อเนื่อง ผู้ท้าชิงต่างปราชัยไปกับม้าพยศกันรอบแล้วรอบเล่า บ้างก็เกือบบาดเจ็บจากการปราบพยศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และผู้รับผิดชอบหน้าที่เป็นกรรมการห้ามยกระหว่างคนกับม้า คือทหารรักษาพระองค์สังกัดหน่วยฟ้าคราม ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของปลายมาศ อันเป็นหน่วยที่ถูกฝึกให้มาจับคู่กับม้าปัจฉิมโดยเฉพาะ
“ไม่รู้ว่ามีใครเคยได้ยินข่าวลือนี่บ้างหรือเปล่า” เจ้าหลวงแห่งปามะห์ตรัสขึ้นมาลอย ๆ พลางทอดพระเนตรผู้เข้าแข่งขันที่มีจำนวนร่อยหรอลง โดยที่ยังไม่มีใครคิดหาวิธีปราบอาชาผยองเหล่านั้นได้เลยสักคน “เรื่องของเจ้าอัสดรแห่งป่าปัจฉิมน่ะ”
“หึ! ข่าวลือ...” เจ้าหลวงแห่งทาลางทูรพ่นลมจากนาสิก ก่อนแย้มโอษฐ์หมิ่น “มันน่าจะเรียกว่าเป็นนิทานสำหรับคนชอบม้ามากกว่า ฝ่าบาทเป็นคนเพ้อฝันมาตั้งแต่รุ่นหนุ่มแล้วนี่ คงชอบนิทานเรื่องเจ้าอัสดรที่ยามกลางวันเป็นม้าคุมฝูง พอตกกลางคืนก็กลายเป็นหนุ่มรูปงามราวกับพรายป่า”
เสียงหัวเราะสนับสนุนคำตรัสของเจ้าหลวงแห่งกูราดังมาจากบีอากับกรารูวา แต่เจ้าหลวงแห่งปามะห์ก็ไม่ได้รู้สึกอับอายอะไร อีกทั้งยังส่งเสียงสรวลรับคำแขวะกัดของฝ่ายตรงข้ามได้หน้าตาเฉย “การเป็นคนช่างฝันก็มีส่วนดีอยู่นะ เพราะเมื่อฝัน แล้วสามารถทำให้เป็นจริงได้ก็เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อย อย่างเช่นงานนี้ไง ข้าฝันมานานว่าจะจัดให้ได้สักครั้ง ในที่สุดก็สามารถจัดขึ้นมาจนได้”
คราวนี้เป็นฝ่ายปามะห์ที่หัวเราะตอบกลับไปบ้าง ทำเอาฝ่ายแรกทำหน้าบึ้งตึงกันไปเป็นแถบ ที่เห็นจะไม่รู้สึกรู้สากับคำโต้ตอบ ก็เห็นจะเป็นเจ้าหลวงแห่งทาลางทูรที่ยักอังสาเล็กน้อย “ความคิดคนของเรามันไม่เหมือนกัน แล้วการจะบังคับคนอื่นให้มาเห็นพ้องต้องกันกับเราก็ทำไม่ได้เสียด้วย กระหม่อมแค่มองแต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น”
“โอ๊ะ! นั่นเจ้าฟ้าชายอารยมันนี่” เจ้าหลวงตรัสเปลี่ยนเรื่องไปอย่างรวดเร็ว และเรื่องใหม่ของพระองค์ก็ดึงความสนใจจากทุกคน ให้หันไปมองเจ้าฟ้าชายที่ประทับยืนนิ่งอยู่หน้าฝูงม้า ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่คัดเลือกมา โดยไม่มีใครสังเกตเห็นการประชันสายพระเนตรกันระหว่างคู่กรณี
มันก็น่าแปลกอยู่ล่ะที่เจ้าหลวงแห่งปามะห์รู้จักเจ้าฟ้าชายแห่งทาลางทูรด้วย ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่เคยพบพักตร์กันเลยสักครั้ง
“เจ้าฟ้าชายมีพระชันษาเท่าไรแล้วล่ะ”
“ปีนี้ก็จะครบยี่สิบแล้ว” เจ้าหลวงแห่งทาลางทูรตรัสตอบเสียงเรียบ แล้วผินพักตร์ไปทางโอรสที่ไม่ได้ใช้กำลังเข้าหักหาญเหมือนผู้เข้าแข่งขันรายอื่น
“เป็นวัยที่ควรคิดจะมีคู่ครองได้แล้วนี่”
“พ่อ...” เจ้าชายชัยนเรนทร์ตรัสทักอย่างอดไม่ได้ที่เห็นพระบิดาพยายามหาคู่ให้ใครต่อใครเขาไปทั่ว “ไอ้เรื่องคู่ครองนี่ให้เจ้าตัวเขาหาเองเถอะ ยุ่งมากเดี๋ยวจะโดนเกลียดไม่รู้ตัว”
“คนเขาเป็นห่วงต่างหาก ดูขนาดตัวเจ้าสิ ร้างพระชายามานานกี่ปีแล้ว พ่อน่ะยังหวังจะอุ้มหลานอยู่นะ”
เจ้าชายชัยนเรนทร์ถลึงเนตรใส่อย่างไม่เห็นขัน ขณะที่เจ้าหลวงวิวัสวัตกับราเชนปรายไปยังคู่ที่หวังจะได้ร่วมเตียงเคียงหมอน ที่พากันหลบสายตากับการถูกจับจ้องที่แฝงความนัยบางอย่าง แล้วเสียงประกาศผู้ชนะคนแรกของเจ้าหน้าที่ ก็ดึงความสนใจจากทุกคนไปอีกครั้ง
“เก่ง!” เจ้าหลวงตรัสอย่างชื่นชม เมื่อเจ้าฟ้าชายแห่งทาลางทูรใช้เวลาไม่นานในการปราบพยศม้า “เมื่อคนกับม้าทำความเข้าใจกันได้ ก็เหลือแต่พรหมลิขิตที่จะตัดสินว่าม้าตัวนั้นเป็นของเราหรือไม่ และม้าตัวนั้นก็เป็นของเจ้าฟ้าชายอารยมัน”
วรองค์สูงเสด็จลุกขึ้นไปยังด้านหน้าปะรำ พลางโบกหัตถ์ให้ทุกเสียงหยุดลง แล้วทอดพระเนตรมองเจ้าฟ้าชายที่ครองดวงเนตรสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นหลักฐานบอกชัดว่าสืบสายโลหิตมาจากฝั่งไหน และดวงพักตร์ของเจ้าฟ้าชายก็ยังละม้ายกับพระองค์เจ้าโสมสวรรค์ จนเจ้าหลวงวิวัสวัตที่จับจ้องหนึ่งในพระราชนัดดาของพระองค์ ทอดถอนปัสสาสะด้วยความสะทกสะท้านในหทัย
“เหมือนโสมมากเลยใช่ไหม” เจ้าหลวงแห่งทาลางทูรตรัสเปรยให้ได้ยินกันสองพระองค์ ก่อนปรายพระเนตรไปทางสิริกัญญาที่เขม้นมองเจ้าฟ้าชาย แล้วหันมามองเจ้าจากทั้งสองรัฐ ที่ทอดพระเนตรมองเธออยู่ก่อนหน้า “ส่วนนางก็เหมือนสร้อยแสงจันทร์มากเสียจนน่าตกใจ คงดีพระทัยสินะที่ได้พบหลานพร้อมกันทีเดียวถึงสองคน”
“ยังเหลืออีกสองคนที่ยังไม่ได้พบ” เจ้าหลวงวิวัสวัตตรัสตอบแผ่วเบา พลางสบดวงเนตรสีน้ำตาลแดงนิ่ง “และกระหม่อมเชื่อว่าสักวันจะต้องได้พบหลานสองคนนั้น”
เจ้าหลวงแห่งกูราพ่นลมผ่านนาสิก พลางผินพักตร์ไปยังเจ้าของงานที่ประกาศประทานของรางวัล และชื่อม้าที่มีขนสีน้ำตาลปลอดให้ทุกคนได้ยินกันถ้วนทั่ว แล้วพระองค์ก็ทรงสังเกตเห็นแสงสะท้อนบางอย่าง ที่ตกต้องพระเนตร พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ถลันออกไปเบื้องนอกอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างเงียบลงไปชั่วขณะกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันกะทันหันเสียจนทำอะไรไม่ถูกไปครู่ใหญ่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน คือร่างของท่านจินดาที่ถลันพรวดไปทางเจ้าหลวงแห่งปามะห์ องคมนตรีเฒ่าวิ่งเข้าขวางเบื้องพระพักตร์ แล้วสะดุ้งเฮือกขึ้นสุดแรง เมื่อคมศรที่ถูกปล่อยออกมาจากที่แห่งใดแห่งหนึ่งปักเข้ากลางอก
เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์เบิกเนตรกว้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์อ้าพระพาหารับร่างองคมนตรีเฒ่าที่ทรุดฮวบลง โดยไม่สนใจธนูอีกดอกที่พุ่งตรงมาหวังปลิดพระชนม์ชีพพระองค์อีกครั้ง และคราวนี้มันก็ถูกขัดขวางโดยเจ้าชายชัยนเรนทร์ที่ไหวองค์เป็นคนที่สอง
เพียงพริบตา เสียงกรีดร้องด้วยความตระหนกตกใจของฝูงชนก็ดังขึ้น ความสับสนอลหม่านแผ่กระจายไปถ้วนทั่ว พร้อมกับห่าธนูที่ปล่อยมารอบทิศ เจ้าหลวงแห่งกูราเสด็จวิ่งเข้าไปช่วยปัดป้องธนูนับสิบดอก พร้อมกับเจ้าฟ้าชายอารยมันทันที
ราเชนที่รู้ตัวว่าสภาพร่างกายของตัวเองในขณะนี้ไม่สามารถกระทำตามสหายทั้งสองได้ และชายหนุ่มก็เห็นว่าเจ้าฟ้าชายแห่งทาลางทูรมีฝีมือพอตัว จึงปล่อยหน้าที่ที่ตัวเองสมควรทำให้ฝ่ายนั้นรับไป แล้วหันมาประสานงานกับเหล่าทหารรักษาพระองค์ ในการรักษาความปลอดภัยเหล่าเชื้อพระวงศ์ แต่เขาก็ใจหายวูบ เมื่อสิริกัญญาถลันออกไปเบื้องนอกโดยไม่สนใจอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น
“อย่าไป...สิรี!” บริมาสวิ่งตามเพื่อนไปอย่างไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองเช่นกัน ด้วยห่วงใยในตัวเพื่อนที่ใจพุ่งไปยังร่างของท่านจินดาที่ไม่ขยับตัว อยู่ในอ้อมพระพาหาของเจ้าหลวง
และก่อนที่เจ้าชายชเยนทรกับเจ้าหญิงแสงอัปสร จะเสด็จออกไปด้วยความเป็นห่วงในตัวของสองดรุณี ท่านทูตหนุ่มผู้ไม่ถนัดเรื่องการออกกำลัง ก็รวบทั้งสองพระองค์ไว้ได้ทัน พลางเหลียวซ้ายมองขวาหาเพื่อนอีกสองคน ที่ยังวุ่นวายกับการเข้าควบคุมความวุ่นวายในส่วนของผู้ชมจากภายนอกด้วยความงุ่นง่านใจ แล้วมองราเชนที่วิ่งตามหญิงสาวทั้งสอง โดยไม่คำนึงถึงสภาพร่างกายของตนเอง
บริมาสโผเข้ากอดกันเพื่อน พลางหลับตาปี๋เมื่อเห็นศรดอกหนึ่งพุ่งเข้ามา แต่ราเชนก็เข้าปัดขวางได้ทันท่วงที ชายหนุ่มข่มความเจ็บจากแผลเก่าไว้ แล้วปัดป้องคมธนูส่วนหนึ่งที่เบี่ยงเบนมาทางเขา หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือ มันกำลังหมายชีวิตหญิงสาวสีน้ำเงินที่ยังไม่ละสายตาไปจากบิดาของตัวเอง
“กลับเข้าไปด้านใน!” ราเชนสั่งคุณหนูพระจันทร์ที่เงยหน้ามองเขาพอดีด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แต่คุณหนูกลับส่ายหน้าตอบกลับมา
“แต่สิรี...”
ราเชนสบถกับตัวเองลั่น เมื่อศรดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาจากมุมอับสายตา แล้วปักเข้าที่ต้นแขนซ้ายจนส่วนคมฝังมิดเข้าไปในเนื้อ และมันก็ทำให้ชายหนุ่มปัดป้องธนูที่พุ่งเข้าหาสองสาว ที่ไม่ยอมซึมซับอันตรายที่เข้ามารอบด้าน จึงต้องตัดสินใจใช้ตัวเข้ากำบังทางศรเหล่านั้นเอง
“เจ้าปาเยนทร์!” บริมาสกรีดร้องเสียงดัง แล้วก็ถอนหายใจโล่งอก เมื่อมีคนเข้ามาช่วยปัดป้องคมธนูเหล่านั้นได้ทัน และผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเธอก็คือเจ้าหลวงพระอาทิตย์นั่นเอง
เจ้าหลวงวิวัสวัตถอนปัสสาสะอย่างโล่งพระทัย หลังจากเห็นว่าไม่มีใครเป็นอะไรมากนัก ซึ่งอาจต้องยกเว้นราเชนที่ได้แผลเพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง ทั้งที่แผลเก่ายังไม่ทันหายดี “เจ้ายังเป็นคนเจ็บอยู่นะราเชน ออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้อยากตายเร็วหรือไง”
คนเจ็บนึกอยากร้องค้านนัก ว่าคนที่ออกมาโดยไม่คำนึงถึงอันตราย และเดือดร้อนให้เขาต้องวิ่งตามมาช่วยเหลืออย่างลืมสังขารร่างกาย ก็คือสองสาวที่นั่งหน้าซีดอยู่กลางวงธนู แต่เขาจะโทษอะไรพวกเธอได้ล่ะ ในเมื่อคนหนึ่งก็ห่วงบิดาที่บาดเจ็บ อีกคนก็ห่วงเพื่อนที่ไม่ได้สนใจในอันตรายของตัวเองเลย
“ขออภัยเพคะ เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง” สิริกัญญาที่ได้สติคืนมา หลังจากเห็นว่าราเชนได้รับบาดเจ็บจากการปกป้องเธอกับบริมาสเอ่ยขึ้นอย่างสำนึกผิด
“ข้าเข้าใจว่าเจ้าห่วงท่าน...จินดา” เจ้าหลวงวิวัสวัตกัดชิวหาไว้ทัน เมื่อเกือบหลุดชื่อจริงของท่านจินดาไป พระองค์ทรงแย้มโอษฐ์อย่างไม่ถือโกรธ ก่อนดึงแขนราเชนให้ลุกขึ้นยืน “แต่เจ้าควรห่วงตัวเองด้วย กลับเข้าไปข้างใน ข้าจะกันธนูพวกนี้ให้”
ร่างบอบบางพยุงตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พลางวิ่งกลับเข้าไปด้านในพร้อมกับบริมาสอย่างว่าง่าย โดยมีเจ้าหลวงวิวัสวัตกับราเชนคอยระวังให้ทั้งสองสาว พอทั้งหมดก้าวเข้ามายังที่ประทับภายใน ทหารรักษาพระองค์คนหนึ่งก็เข้ามารับร่างของราเชน ที่ทรุดฮวบอย่างหมดแรงทันที
“ดูแลเขาด้วย ข้าจะไปพาเจ้าหลวงกับท่านจินดากลับเข้ามาข้างใน” เจ้าวิวัสวัตตรัสพลางเหลือบเนตรไปทางคุณหนูพระจันทร์ที่มองตอบกลับด้วยสายตาเป็นห่วง แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร นอกจากยิ้มน้อยและมองส่งพระองค์ที่เสด็จออกไปเบื้องนอกอย่างรวดเร็ว
เพียงเวลาไม่นาน เจ้าหลวงวิวัสวัตก็ฝ่าดงธนูเข้าไปสมทบกับเจ้าชายชัยนเรนทร์ และเจ้าฟ้าชายอารยมันได้ พระองค์ทรงคุกพระชงฆ์ลงตรงหน้า และทอดพระเนตรผู้อาวุโสที่มีปฏิกิริยาคล้ายกับสิริกัญญาตรงที่ลืมองค์ไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นท่านจินดาโผเข้ารับคมธนูจนบาดเจ็บแทน
“ฝ่าบาท...”
เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์กะพริบเนตรไปมา และรู้สึกองค์ว่าสมควรทำอะไรในตอนนี้ พระองค์ทรงหักก้านธนูที่เสียบอกท่านจินดาออก แต่แล้วต้องทรงแปลกพระทัยเมื่อธนูนั้นโยกคลอนไปมาคล้ายกับว่าส่วนคมธนูไม่ได้ฝังลงไปในอกขององคมนตรีเฒ่า พระองค์ดึงธนูออกเต็มแรง ก่อนเปิดเสื้อท่านจินดาออก เพื่อดูว่าสิ่งใดกันที่รับคมดอกของลูกธนู
และสิ่งที่เจ้าหลวงทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนั้น เป็นสิ่งที่คุ้นเคยแก่สายพระเนตรดี ด้วยสิ่งที่ปกป้องท่านจินดาไว้ คือจี้สัญลักษณ์ประจำองค์เจ้าหลวง ที่เรียงซ้อนกันสามชั้นอย่างน่าประหลาด โดยชั้นแรกเป็นจี้ประจำองค์เจ้าหลวงแห่งกูรา ซึ่งเป็นของที่เจ้าหลวงฑิคัมพรได้ประทานไว้เมื่อตอนที่ท่านจินดาถูกปลดปล่อยจากพันธะแห่งกูรา มันหักเป็นสองท่อนด้วยแรงปะทะที่พุ่งเข้าหา
ส่วนชั้นที่สองเป็นจี้ประจำองค์เจ้าหลวงแห่งปามะห์ ซึ่งประทานไว้ตอนที่ทรงปราบดาภิเษกเป็นเจ้าแผ่นดินสีทอง เพื่อแทนคำขอบคุณในการที่ท่านจินดาคอยช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่าง มันถูกคมธนูแทงทะลุเป็นรูไปถึงชั้นสุดท้ายที่แทบจะไม่มีริ้วรอยใด ๆ ให้เห็น
และจี้อันสุดท้ายนี้ก็ทำให้เจ้าหลวงทั้งสองพระองค์ถอนปัสสาสะออกมาด้วยความสะทกสะท้านใจ เมื่อมันคือจี้รูปเทพพนม อันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเจ้าผู้ครองน่านฟ้ามืดแห่งกูรา ที่แม้จนบัดนี้ท่านจินดาก็ยังไม่ปลดปล่อยตนเองจากพันธะอดีต
“เข้าไปข้างในเถอะพระเจ้าค่ะ กระหม่อมจะช่วยแบกท่านจินดา” เจ้าหลวงวิวัสวัตตรัสขึ้นรัวเร็ว เมื่อทอดพระเนตรเห็นเจ้าชายสองพระองค์อ่อนกำลังลง และเผลอปล่อยให้ธนูดอกหนึ่งผ่านด่านเข้ามา จนพระองค์เกือบปัดป้องเอาไว้ไม่ทัน
“เดี๋ยวข้าจัดการเอง” เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์ตรัสเสียงเรียบ พลางล้วงเอาแท่งเหล็กขนาดเล็กออกมา ก่อนแนบกับเรียวโอษฐ์ แล้วเป่าลมผ่านแท่งเหล็กจนเกิดเสียงแหลมยาว และฉับพลันเงาดำนับสิบที่เหมือนจะโผล่พรวดออกมาจากม่านอากาศก็พุ่งเข้ามาช่วยเจ้าชายสองพระองค์ปัดป้องคมธนู
หนึ่งในเงาดำที่ปรากฏตัวขึ้น หันมาคุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์เจ้าของนกหวีด ที่ส่งดวงเนตรขัดเคืองกับการที่อีกฝ่ายไม่ออกมาช่วยหยุดยั้งความวุ่นวาย และที่ขัดพระทัยมากที่สุดก็คงเป็นตอนที่แม้จะเห็นเจ้านายของตัวเองได้รับบาดเจ็บ ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรให้เห็น เจ้าหลวงทรงอุ้มท่านจินดาที่ยังไม่ได้สติขึ้น พลางตรัสสั่งหัวหน้าเหล่าคนชุดดำด้วยสุรเสียงราบเรียบ
“พยายามจับเป็นให้หมด ใครขัดขืนให้จับตายได้ทันที!”
“รับด้วยเกล้าพระเจ้าค่ะ” หัวหน้าเงาดำที่ปิดพรางใบหน้าของตัวเองมิดชิดเช่นลูกน้องคนอื่น ก้มศีรษะรับคำ และโบกมือออกคำสั่งกับลูกน้องของตัวเองโดยไม่พูดอะไรอีก
ไม่รู้ว่าเจ้าหลวงจะทรงกริ้วอดีตหัวหน้าหน่วยพิฆาต ที่สอนคนใต้บังคับบัญชาให้เคร่งครัดในคำสั่ง หรือจะกริ้วองค์เองที่ไม่เรียกคนเหล่านั้นออกมาให้ไวกว่านี้ สุดท้ายพระองค์ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเสด็จตามเจ้าหลวงวิวัสวัตที่คอยอารักขาเข้าสู่ที่ปลอดภัย
กลุ่มแพทย์หลวงเข้ามารับท่านจินดาไปปฐมพยาบาลต่ออย่างรู้หน้าที่ทันที ที่เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์เสด็จเข้าสู่ที่ปลอดภัย สิริกัญญาผวาจะตามไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตรงนี้ยังมีคนเจ็บอยู่อีกหนึ่งคน ที่แม้จะได้รับการปฐมพยาบาลแผลใหม่แล้ว กระนั้นก็ยังไม่ได้รับการตรวจอาการแผลเก่า หญิงสาวจึงเดินไปหยุดต่อหน้าเจ้าของดวงตาสีถ่าน ที่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ
“มีอะไรหรือสิริกัญญา”
“ท่านเองก็ต้องไปให้หมอหลวงตรวจเพิ่มนะคะ”
ความห่วงใยที่แฝงมากับน้ำเสียงราบเรียบ เป็นดั่งน้ำหวานที่ทำให้หัวใจชื่นบาน ราเชนคลี่ยิ้ม พลางมองคนที่พยายามทำหน้าเฉยเมยด้วยดวงตาพราวระยับ ชายหนุ่มแสร้งถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนโครงศีรษะไปมา “ข้าเองก็อยากไปตรวจเพิ่มอยู่หรอกนะ แต่ติดว่าไม่มีคนช่วยพยุงไป เลยต้องนั่งเจ็บอยู่อย่างนี้”
เสียงหัวเราะบางเบาดังมาจากคนที่ได้ยินบทสนทนานี้ถ้วนทั่ว สิริกัญญาเม้มริมฝีปากครู่หนึ่ง พลางรู้สึกเสียทีที่เข้ามาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน ดวงตาสีน้ำเงินหรี่มองคนเจ้าเล่ห์ที่จงใจพูดให้คนอื่นได้ยิน และหากจะทำเป็นไม่สนใจ ก็คงโดนสายตาหลายคู่ส่งแววติเตียนมา หญิงสาวจึงระบายลมหายใจอย่างเชื่องช้า ก่อนตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วยพยุงร่างสูงใหญ่ ที่ลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งทิ้งตัวลงมายังเธอเต็มที่ด้วยรอยยิ้มสมใจ
“อ้าว! พระองค์ก็ทรงบาดเจ็บด้วยนี่” เจ้าฟ้าชายอารยมันตรัสทักอย่างตกพระทัย เมื่อทอดพระเนตรเห็นต้นพระพาหาของเจ้าหลวงวิวัสวัตมีบาดแผลเป็นทางยาว “เสด็จตามไปให้หมอหลวงรักษาด้วยเถอะ พระเจ้าค่ะ”
“เอ่อ...” บริมาสเอ่ยเรียกความสนใจจากเจ้าหลวงและเจ้าฟ้าชาย ก่อนแย้มยิ้มหวาน “หม่อมฉันพาไปให้ไหมเพคะ เพราะอย่างไรก็ต้องตามเพื่อนไปอยู่แล้ว จะได้ไปพร้อมกันเลย”
“ดี ๆ” เจ้าฟ้าชายตรัสอย่างเห็นด้วย ก่อนดันเจ้าหลวงหนุ่มไปทางคุณหนูพระจันทร์ทันที
เจ้าหลวงวิวัสวัตทอดพระเนตรสาวน้อยตรงหน้า ที่ทำเป็นไม่รู้จักพระองค์ดวยแววเนตรแปลกไปเล็กน้อย ก่อนแย้มโอษฐ์นุ่มละมุน “ถ้าอย่างนั้นก็ขอรบกวนด้วยแล้วกัน”
“เชิญเสด็จเพคะ”
และภาพที่เห็นก็ทำให้ทุกคนแปลกใจ เมื่อวรองค์สูงที่ยังยืนมั่นคงอยู่เมื่อครู่ เกิดอาการซวนเซยามก้าวเดิน ทำให้ร่างบอบบางผวาเข้ามาประคับประคองด้วยความห่วงใย และช่วงเวลานั้นพระองค์ก็กดนาสิกลงบนเนียมแก้มหอมกรุ่น โดยที่ไม่มีใครเห็น จนคนถูกขโมยหอมแก้มเบิกตากว้างกับการกระทำที่ไม่คาดคิด แต่จะให้หญิงสาวร้องแรกแหกกระเชอไปก็ใช่ที่ จึงได้แต่เดินหน้าแดงพยุงวรองค์สูงออกไปเป็นคู่ที่สอง ซึ่งทำให้ผู้เฝ้ามองพากันขมวดคิ้ว กับบรรยากาศแปลกประหลาดของหนุ่มสาวสองคู่ที่เดินลับไป
“ช่างเป็นเจ้าหลวงที่มีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวายเข้าหาตลอดเลยนะ” สุรเสียงจากเจ้าหลวงแห่งทาลางทูรช่วยดึงความสนใจจากทุกคนให้หันกลับมามองสถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง
“ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้ความสำราญของแต่ละพระองค์หมดลง” เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์ปรายสายพระเนตรไปยังฝั่งผู้ชมภายนอก ที่สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมทั้งมีการทยอยผู้คนออกไปเป็นที่เรียบร้อย ก่อนพยักพักตร์ให้เหล่าทหารรักษาพระองค์เข้าจับคู่กับราชอาคันตุกะที่ตนเองต้องอารักขาทันที
“และเพื่อความปลอดภัยของทุกพระองค์ คงต้องขอเชิญเสด็จกลับสู่ที่พักกันก่อน ทหารของข้าจะคอยอารักขาชนิดไม่ให้เกิดริ้วรอยเลยทีเดียว”
“มีอะไรให้กระหม่อมช่วยไหมพระเจ้าค่ะ” เจ้าฟ้าชายตรัสถามด้วยท่าทางกระตือรือร้น เรียกรอยเอ็นดูจากเจ้าแผ่นดินสีทอง
“ตามเสด็จพ่อของพระองค์ไปเถอะ ทุกอย่างถูกควบคุมไว้หมดแล้ว”
ใช่...เมื่อหน่วยพิฆาตออกมาจัดการเรื่องราววุ่นวายทั้งหมด สิ่งที่ทรงตรัสไว้ก็ไม่เกินความจริงเลยสักนิด ที่ต้องทรงจัดการคงเป็นการสืบเค้น ว่าใครกันที่อาจหาญเข้ามาลอบปลงพระชนม์ในถิ่นเสือ ซึ่งมันจะต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม ที่บังอาจทำให้งานของพระองค์ล้มไม่เป็นท่า
เสียงประกาศของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการที่ดังต่อกันเป็นทอด ทำให้เสียงจอแจที่ฟังไม่ได้ศัพท์กลืนหายไปกับความเงียบที่เกิดขึ้นฉับพลัน สายตาทุกคู่จดจ้องไปยังคณะของเจ้าหลวงแห่งปามะห์ หรือหากจะกล่าวให้ถูกคือพวกเขากำลังจ้องมองดรุณีสองนาง ที่เคียงคู่มากับเจ้าหลวงและเจ้าชายชัยนเรนทร์มากกว่า
เหล่าราชอาคันตุกะพากันลุกขึ้นทักทายเพื่อนบ้านที่ไม่ได้พบหน้าสบตากันมานานปี โดยทางบีอากับกรารูวา ยังจับคู่กระแนะกระแหนเจ้าหลวงแห่งปามะห์ได้อย่างเจ็บแสบไม่มีเปลี่ยน ซึ่งพระองค์ก็ตอบโต้ด้วยฝีพระโอษฐ์จัดจ้านไม่แพ้กัน ส่วนเจ้าหลวงแห่งทาลางทูรทำเพียงก้มพระเศียรโดยไม่ตรัสอะไร นอกจากปรายสายพระเนตรไปยังคู่ของพระองค์ที่ถวายบังคมให้อย่างแช่มช้า
“ได้ยินว่าเจ้าฟ้าชายอารยมันก็เสด็จมาด้วยไม่ใช่หรือ ไปไหนเสียแล้วล่ะ” เจ้าหลวงทรงเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน ด้วยอยากทอดพระเนตรเห็นว่าเจ้าฟ้าชายจะทรงรับจุดเด่นของฝ่ายใดไป
“อารยมันไม่ค่อยอยู่กับที่ บางทีตอนนี้อาจจะไปอยู่กับกลุ่มของผู้ร่วมแข่งขัน หรือไม่ก็คงเดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่ในงานนี้นี่แหละ” เจ้าหลวงแห่งทาลางทูรตรัสตอบเสียงเรียบ และประทับนั่งลงตามเดิม โดยเบนสายพระเนตรไปยังกลุ่มม้าพยศที่พากันทยอยออกมาจากป่าปัจฉิม ราวกับรู้เวลาเริ่มงาน
“บีอา กรารูวา ทาลางทูรก็มากันแล้ว ตอนนี้เหลือแต่กูราสินะ” ยังไม่ทันขาดคำ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการก็ประกาศการมาถึงของราชอาคันตุกะชุดสุดท้าย ซึ่งทำให้เสียงจอแจเงียบลงอีกครั้ง เมื่อผู้มาใหม่มีแค่สี่คน และแต่ละคนพากันสวมชุดคลุมสีดำขะมุกขมอม จนมองไม่ออกว่ามาร่วมงานนี้ด้วย
เจ้าหลวงทรงพระสรวล เมื่อการปรากฎตัวของกูราดึงความสนใจจากผู้คนไปหมด พระองค์ทรงทอดพระเนตรเจ้าหลวงแห่งกูราที่เสด็จนำหน้ามาด้วยก้าวย่างที่มั่นคง จนกระทั่งเข้าสู่จุดนั่งชม จึงถอดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นดวงพักตร์ที่สร้างเสียงฮือฮาจากฝูงชนที่เฝ้ามองอีกครั้ง
“นี่ถ้าไม่ติดว่ารูปงาม คงทำแบบนั้นไม่ได้นะ ว่างั้นไหม” เจ้าชายชัยนเรนทร์ผินพักตร์ไปกระซิบกับราเชนที่พ่นลมหายใจกับแผนการปรากฎตัวของเจ้าหลวงวิวัสวัต
“กูราปิดตัวเองมานาน ก็สมควรแก่เวลาในการเปิดเผยให้ผู้คนภายนอกได้รู้จักรัฐของตัวเองเสียที”
“แต่ข้าว่าวิวัสวัตไม่น่าคิดแผนทำตัวเองให้เป็นจุดเด่นหรอก เชื่อเถอะว่าต้องเป็นแผนของเจ้าทูตหน้าเป็นนั่น”
บทสนทนาเหล่านี้อยู่ในการเฝ้าฟังของบริมาส ที่ตกตะลึงกับการปรากฏองค์ของเจ้าหลวงแห่งกูรา ที่ดันเป็นบุคคลเดียวกับพระอาทิตย์ของเธอ หญิงสาวเบิกตามองกว้าง ใจหนึ่งก็อยากถลาไปหาท่านพระอาทิตย์ และถามหาความจริงทั้งหมดว่ามันเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องหักห้ามใจด้วยรู้ดีถึงความไม่สมควร เธอจึงได้แต่กำของแทนใจที่ทรงให้ไว้ พลางรำลึกถึงสัญญาที่รับมา
บริมาสเชื่อว่าท่านพระอาทิตย์ไม่ใช่คนตระบัดสัตย์ เขาบอกว่าขอทำธุระให้เสร็จ แล้วจะมาหา ซึ่งบางทีสิ่งนี้อาจเป็นธุระของเขาก็เป็นได้ ดังนั้นเธอจึงไม่ควรไปขัดขวางธุระของเจ้าหลวงแห่งกูรา
“ต้องขอประทานอภัยที่กระหม่อมมาในชุดไม่เรียบร้อย” เจ้าหลวงวิวัสวัตก้มพระเศียรคำนับเหล่าผู้อาวุโส พลางตรัสด้วยสุรเสียงแหบแห้งราวกับเร่งรีบเดินทางมาโดยไม่หยุดพัก “กระหม่อมเพิ่งเสร็จงานที่กูรามา จึงรีบเดินทางมาทั้งชุดนี้”
เจ้าหลวงโบกหัตถ์ไปมาอย่างไม่ถือสา พลางส่งเสียงสรวลกับแผนการของกูราที่ทรงเดาได้ ความโดดเด่นของพวกสีน้ำเงินนั้นมีมากเหลือล้น ไม่ว่าจะเป็นตัวสิริกัญญา หรือเจ้าหลวงแห่งกูราที่ปรากฎองค์มาด้วยวิธีแปลกประหลาด ซึ่งมันได้ดึงความสนใจของผู้คนที่จดจ้องอยู่กับโฉมงาม ไปยังตนเองได้อย่างแนบเนียน
“ได้ยินแว่วมาว่าทรงหมกมุ่นอยู่กับการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและงานพัฒนา จนพร้อมที่จะเปิดรัฐได้อีกแล้วนี่”
เจ้าหลวงแห่งกูราก้มพระเศียรลงอย่างถ่อมตน พลางประทับนั่งลงพร้อมกับผู้ติดตามที่พากันถอดผ้าคลุมออก เผยโฉมตนเองให้ผู้คนได้ยลกันถ้วนทั่ว ซึ่งแต่ละคนก็พากันทอดถอนหายใจกับรูปโฉมของชาวกูรา ที่ต้องยกเว้นผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ไว้เสียคน ด้วยมีรูปหน้าเหี้ยมหาญดุดันเสียจนไม่กล้ามอง
“กูรายังมีเรื่องที่ต้องสะสางหลายอย่าง เราคงเปิดออกไปทีละด้านจนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางของมันเอง”
“อย่าทรงหมกมุ่นอยู่กับงานมากนักล่ะ อายุอย่างพระองค์น่าจะถึงวัยที่ต้องมีมเหสีแล้วนะ มีหญิงสาวที่ทรงหมายปองแล้วหรือยังล่ะ” เจ้าหลวงตรัสถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ซึ่งทรงไม่รู้องค์เลยว่าได้ไปสะกิดต่อมหัวใจของคนที่ถูกเจ้าหลวงวิวัสวัตหมายปองเข้า และคนถูกหยอกเย้าก็สังเกตเห็นดวงหน้างามของคุณพระจันทร์ที่แดงระเรื่อขึ้นมา จึงทรงพระสรวลตอบกลับไป
“ถ้าเสร็จธุระเมื่อไร กระหม่อมคงจะหาหญิงสาวที่หมายปองได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ทรงทำธุระเสร็จโดยเร็วแล้วกัน สำหรับเราเหล่าผู้ครองเมือง การมีรัชทายาทถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับสองรองลงมาจากการปกครองเลยทีเดียว ข้าขออวยพรล่วงหน้าให้ทรงมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองนะ”
บริมาสทำปากขมุบขมิบ พลางส่งค้อนตาคว่ำให้เจ้าหลวงทั้งสองพระองค์ ที่พากันพระสรวลอย่างสนุกสนาน ไม่ได้รับรู้เลยว่าหญิงสาวที่ถูกอวยพรล่วงหน้ากำลังนั่งเขินอยู่คนเดียว โดยไม่สามารถบอกใครได้ ว่าตัวเองกำลังจะอกแตกตายกับความอายนี้อยู่แล้ว
“กระหม่อมขอรับคำอวยพรล่วงหน้านั้นอย่างยินดีพระเจ้าค่ะ” เจ้าหลวงวิวัสวัตแย้มโอษฐ์นุ่มละมุน พลางก้มเศียรรับพรจากผู้อาวุโส ซึ่งตอนที่ทรงก้มพักตร์ลง ก็แอบชำเลืองเนตรไปทางคุณหนูพระจันทร์ที่อายม้วนต้วนเสียจนน่าเอ็นดู
แล้วหลังจากการทักทายปราศรัยระหว่างตัวแทนจากรัฐทั้งห้าเสร็จสิ้นลง เจ้าหลวงก็ทรงกล่าวเปิดงาน และให้เริ่มการแข่งขันค้นหาผู้กล้าปราบม้าพยศ โดยอธิบายถึงกฎกติกาที่มีอยู่เพียงข้อเดียว ว่าให้ปราบม้าที่ทางเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ จึงจะผ่านการทดสอบ ซึ่งเสียงเฮก็ดังขึ้นทันทีที่ผู้ท้าชิงทยอยกันเข้ามา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
การดำเนินงานแข่งขันยังคงมีไปอย่างต่อเนื่อง ผู้ท้าชิงต่างปราชัยไปกับม้าพยศกันรอบแล้วรอบเล่า บ้างก็เกือบบาดเจ็บจากการปราบพยศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้เข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และผู้รับผิดชอบหน้าที่เป็นกรรมการห้ามยกระหว่างคนกับม้า คือทหารรักษาพระองค์สังกัดหน่วยฟ้าคราม ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของปลายมาศ อันเป็นหน่วยที่ถูกฝึกให้มาจับคู่กับม้าปัจฉิมโดยเฉพาะ
“ไม่รู้ว่ามีใครเคยได้ยินข่าวลือนี่บ้างหรือเปล่า” เจ้าหลวงแห่งปามะห์ตรัสขึ้นมาลอย ๆ พลางทอดพระเนตรผู้เข้าแข่งขันที่มีจำนวนร่อยหรอลง โดยที่ยังไม่มีใครคิดหาวิธีปราบอาชาผยองเหล่านั้นได้เลยสักคน “เรื่องของเจ้าอัสดรแห่งป่าปัจฉิมน่ะ”
“หึ! ข่าวลือ...” เจ้าหลวงแห่งทาลางทูรพ่นลมจากนาสิก ก่อนแย้มโอษฐ์หมิ่น “มันน่าจะเรียกว่าเป็นนิทานสำหรับคนชอบม้ามากกว่า ฝ่าบาทเป็นคนเพ้อฝันมาตั้งแต่รุ่นหนุ่มแล้วนี่ คงชอบนิทานเรื่องเจ้าอัสดรที่ยามกลางวันเป็นม้าคุมฝูง พอตกกลางคืนก็กลายเป็นหนุ่มรูปงามราวกับพรายป่า”
เสียงหัวเราะสนับสนุนคำตรัสของเจ้าหลวงแห่งกูราดังมาจากบีอากับกรารูวา แต่เจ้าหลวงแห่งปามะห์ก็ไม่ได้รู้สึกอับอายอะไร อีกทั้งยังส่งเสียงสรวลรับคำแขวะกัดของฝ่ายตรงข้ามได้หน้าตาเฉย “การเป็นคนช่างฝันก็มีส่วนดีอยู่นะ เพราะเมื่อฝัน แล้วสามารถทำให้เป็นจริงได้ก็เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อย อย่างเช่นงานนี้ไง ข้าฝันมานานว่าจะจัดให้ได้สักครั้ง ในที่สุดก็สามารถจัดขึ้นมาจนได้”
คราวนี้เป็นฝ่ายปามะห์ที่หัวเราะตอบกลับไปบ้าง ทำเอาฝ่ายแรกทำหน้าบึ้งตึงกันไปเป็นแถบ ที่เห็นจะไม่รู้สึกรู้สากับคำโต้ตอบ ก็เห็นจะเป็นเจ้าหลวงแห่งทาลางทูรที่ยักอังสาเล็กน้อย “ความคิดคนของเรามันไม่เหมือนกัน แล้วการจะบังคับคนอื่นให้มาเห็นพ้องต้องกันกับเราก็ทำไม่ได้เสียด้วย กระหม่อมแค่มองแต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น”
“โอ๊ะ! นั่นเจ้าฟ้าชายอารยมันนี่” เจ้าหลวงตรัสเปลี่ยนเรื่องไปอย่างรวดเร็ว และเรื่องใหม่ของพระองค์ก็ดึงความสนใจจากทุกคน ให้หันไปมองเจ้าฟ้าชายที่ประทับยืนนิ่งอยู่หน้าฝูงม้า ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่คัดเลือกมา โดยไม่มีใครสังเกตเห็นการประชันสายพระเนตรกันระหว่างคู่กรณี
มันก็น่าแปลกอยู่ล่ะที่เจ้าหลวงแห่งปามะห์รู้จักเจ้าฟ้าชายแห่งทาลางทูรด้วย ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่เคยพบพักตร์กันเลยสักครั้ง
“เจ้าฟ้าชายมีพระชันษาเท่าไรแล้วล่ะ”
“ปีนี้ก็จะครบยี่สิบแล้ว” เจ้าหลวงแห่งทาลางทูรตรัสตอบเสียงเรียบ แล้วผินพักตร์ไปทางโอรสที่ไม่ได้ใช้กำลังเข้าหักหาญเหมือนผู้เข้าแข่งขันรายอื่น
“เป็นวัยที่ควรคิดจะมีคู่ครองได้แล้วนี่”
“พ่อ...” เจ้าชายชัยนเรนทร์ตรัสทักอย่างอดไม่ได้ที่เห็นพระบิดาพยายามหาคู่ให้ใครต่อใครเขาไปทั่ว “ไอ้เรื่องคู่ครองนี่ให้เจ้าตัวเขาหาเองเถอะ ยุ่งมากเดี๋ยวจะโดนเกลียดไม่รู้ตัว”
“คนเขาเป็นห่วงต่างหาก ดูขนาดตัวเจ้าสิ ร้างพระชายามานานกี่ปีแล้ว พ่อน่ะยังหวังจะอุ้มหลานอยู่นะ”
เจ้าชายชัยนเรนทร์ถลึงเนตรใส่อย่างไม่เห็นขัน ขณะที่เจ้าหลวงวิวัสวัตกับราเชนปรายไปยังคู่ที่หวังจะได้ร่วมเตียงเคียงหมอน ที่พากันหลบสายตากับการถูกจับจ้องที่แฝงความนัยบางอย่าง แล้วเสียงประกาศผู้ชนะคนแรกของเจ้าหน้าที่ ก็ดึงความสนใจจากทุกคนไปอีกครั้ง
“เก่ง!” เจ้าหลวงตรัสอย่างชื่นชม เมื่อเจ้าฟ้าชายแห่งทาลางทูรใช้เวลาไม่นานในการปราบพยศม้า “เมื่อคนกับม้าทำความเข้าใจกันได้ ก็เหลือแต่พรหมลิขิตที่จะตัดสินว่าม้าตัวนั้นเป็นของเราหรือไม่ และม้าตัวนั้นก็เป็นของเจ้าฟ้าชายอารยมัน”
วรองค์สูงเสด็จลุกขึ้นไปยังด้านหน้าปะรำ พลางโบกหัตถ์ให้ทุกเสียงหยุดลง แล้วทอดพระเนตรมองเจ้าฟ้าชายที่ครองดวงเนตรสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นหลักฐานบอกชัดว่าสืบสายโลหิตมาจากฝั่งไหน และดวงพักตร์ของเจ้าฟ้าชายก็ยังละม้ายกับพระองค์เจ้าโสมสวรรค์ จนเจ้าหลวงวิวัสวัตที่จับจ้องหนึ่งในพระราชนัดดาของพระองค์ ทอดถอนปัสสาสะด้วยความสะทกสะท้านในหทัย
“เหมือนโสมมากเลยใช่ไหม” เจ้าหลวงแห่งทาลางทูรตรัสเปรยให้ได้ยินกันสองพระองค์ ก่อนปรายพระเนตรไปทางสิริกัญญาที่เขม้นมองเจ้าฟ้าชาย แล้วหันมามองเจ้าจากทั้งสองรัฐ ที่ทอดพระเนตรมองเธออยู่ก่อนหน้า “ส่วนนางก็เหมือนสร้อยแสงจันทร์มากเสียจนน่าตกใจ คงดีพระทัยสินะที่ได้พบหลานพร้อมกันทีเดียวถึงสองคน”
“ยังเหลืออีกสองคนที่ยังไม่ได้พบ” เจ้าหลวงวิวัสวัตตรัสตอบแผ่วเบา พลางสบดวงเนตรสีน้ำตาลแดงนิ่ง “และกระหม่อมเชื่อว่าสักวันจะต้องได้พบหลานสองคนนั้น”
เจ้าหลวงแห่งกูราพ่นลมผ่านนาสิก พลางผินพักตร์ไปยังเจ้าของงานที่ประกาศประทานของรางวัล และชื่อม้าที่มีขนสีน้ำตาลปลอดให้ทุกคนได้ยินกันถ้วนทั่ว แล้วพระองค์ก็ทรงสังเกตเห็นแสงสะท้อนบางอย่าง ที่ตกต้องพระเนตร พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ถลันออกไปเบื้องนอกอย่างรวดเร็ว
ทุกอย่างเงียบลงไปชั่วขณะกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันกะทันหันเสียจนทำอะไรไม่ถูกไปครู่ใหญ่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกัน คือร่างของท่านจินดาที่ถลันพรวดไปทางเจ้าหลวงแห่งปามะห์ องคมนตรีเฒ่าวิ่งเข้าขวางเบื้องพระพักตร์ แล้วสะดุ้งเฮือกขึ้นสุดแรง เมื่อคมศรที่ถูกปล่อยออกมาจากที่แห่งใดแห่งหนึ่งปักเข้ากลางอก
เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์เบิกเนตรกว้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์อ้าพระพาหารับร่างองคมนตรีเฒ่าที่ทรุดฮวบลง โดยไม่สนใจธนูอีกดอกที่พุ่งตรงมาหวังปลิดพระชนม์ชีพพระองค์อีกครั้ง และคราวนี้มันก็ถูกขัดขวางโดยเจ้าชายชัยนเรนทร์ที่ไหวองค์เป็นคนที่สอง
เพียงพริบตา เสียงกรีดร้องด้วยความตระหนกตกใจของฝูงชนก็ดังขึ้น ความสับสนอลหม่านแผ่กระจายไปถ้วนทั่ว พร้อมกับห่าธนูที่ปล่อยมารอบทิศ เจ้าหลวงแห่งกูราเสด็จวิ่งเข้าไปช่วยปัดป้องธนูนับสิบดอก พร้อมกับเจ้าฟ้าชายอารยมันทันที
ราเชนที่รู้ตัวว่าสภาพร่างกายของตัวเองในขณะนี้ไม่สามารถกระทำตามสหายทั้งสองได้ และชายหนุ่มก็เห็นว่าเจ้าฟ้าชายแห่งทาลางทูรมีฝีมือพอตัว จึงปล่อยหน้าที่ที่ตัวเองสมควรทำให้ฝ่ายนั้นรับไป แล้วหันมาประสานงานกับเหล่าทหารรักษาพระองค์ ในการรักษาความปลอดภัยเหล่าเชื้อพระวงศ์ แต่เขาก็ใจหายวูบ เมื่อสิริกัญญาถลันออกไปเบื้องนอกโดยไม่สนใจอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น
“อย่าไป...สิรี!” บริมาสวิ่งตามเพื่อนไปอย่างไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองเช่นกัน ด้วยห่วงใยในตัวเพื่อนที่ใจพุ่งไปยังร่างของท่านจินดาที่ไม่ขยับตัว อยู่ในอ้อมพระพาหาของเจ้าหลวง
และก่อนที่เจ้าชายชเยนทรกับเจ้าหญิงแสงอัปสร จะเสด็จออกไปด้วยความเป็นห่วงในตัวของสองดรุณี ท่านทูตหนุ่มผู้ไม่ถนัดเรื่องการออกกำลัง ก็รวบทั้งสองพระองค์ไว้ได้ทัน พลางเหลียวซ้ายมองขวาหาเพื่อนอีกสองคน ที่ยังวุ่นวายกับการเข้าควบคุมความวุ่นวายในส่วนของผู้ชมจากภายนอกด้วยความงุ่นง่านใจ แล้วมองราเชนที่วิ่งตามหญิงสาวทั้งสอง โดยไม่คำนึงถึงสภาพร่างกายของตนเอง
บริมาสโผเข้ากอดกันเพื่อน พลางหลับตาปี๋เมื่อเห็นศรดอกหนึ่งพุ่งเข้ามา แต่ราเชนก็เข้าปัดขวางได้ทันท่วงที ชายหนุ่มข่มความเจ็บจากแผลเก่าไว้ แล้วปัดป้องคมธนูส่วนหนึ่งที่เบี่ยงเบนมาทางเขา หรือหากจะพูดให้ถูกก็คือ มันกำลังหมายชีวิตหญิงสาวสีน้ำเงินที่ยังไม่ละสายตาไปจากบิดาของตัวเอง
“กลับเข้าไปด้านใน!” ราเชนสั่งคุณหนูพระจันทร์ที่เงยหน้ามองเขาพอดีด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แต่คุณหนูกลับส่ายหน้าตอบกลับมา
“แต่สิรี...”
ราเชนสบถกับตัวเองลั่น เมื่อศรดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาจากมุมอับสายตา แล้วปักเข้าที่ต้นแขนซ้ายจนส่วนคมฝังมิดเข้าไปในเนื้อ และมันก็ทำให้ชายหนุ่มปัดป้องธนูที่พุ่งเข้าหาสองสาว ที่ไม่ยอมซึมซับอันตรายที่เข้ามารอบด้าน จึงต้องตัดสินใจใช้ตัวเข้ากำบังทางศรเหล่านั้นเอง
“เจ้าปาเยนทร์!” บริมาสกรีดร้องเสียงดัง แล้วก็ถอนหายใจโล่งอก เมื่อมีคนเข้ามาช่วยปัดป้องคมธนูเหล่านั้นได้ทัน และผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเธอก็คือเจ้าหลวงพระอาทิตย์นั่นเอง
เจ้าหลวงวิวัสวัตถอนปัสสาสะอย่างโล่งพระทัย หลังจากเห็นว่าไม่มีใครเป็นอะไรมากนัก ซึ่งอาจต้องยกเว้นราเชนที่ได้แผลเพิ่มขึ้นมาอีกแห่ง ทั้งที่แผลเก่ายังไม่ทันหายดี “เจ้ายังเป็นคนเจ็บอยู่นะราเชน ออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้อยากตายเร็วหรือไง”
คนเจ็บนึกอยากร้องค้านนัก ว่าคนที่ออกมาโดยไม่คำนึงถึงอันตราย และเดือดร้อนให้เขาต้องวิ่งตามมาช่วยเหลืออย่างลืมสังขารร่างกาย ก็คือสองสาวที่นั่งหน้าซีดอยู่กลางวงธนู แต่เขาจะโทษอะไรพวกเธอได้ล่ะ ในเมื่อคนหนึ่งก็ห่วงบิดาที่บาดเจ็บ อีกคนก็ห่วงเพื่อนที่ไม่ได้สนใจในอันตรายของตัวเองเลย
“ขออภัยเพคะ เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง” สิริกัญญาที่ได้สติคืนมา หลังจากเห็นว่าราเชนได้รับบาดเจ็บจากการปกป้องเธอกับบริมาสเอ่ยขึ้นอย่างสำนึกผิด
“ข้าเข้าใจว่าเจ้าห่วงท่าน...จินดา” เจ้าหลวงวิวัสวัตกัดชิวหาไว้ทัน เมื่อเกือบหลุดชื่อจริงของท่านจินดาไป พระองค์ทรงแย้มโอษฐ์อย่างไม่ถือโกรธ ก่อนดึงแขนราเชนให้ลุกขึ้นยืน “แต่เจ้าควรห่วงตัวเองด้วย กลับเข้าไปข้างใน ข้าจะกันธนูพวกนี้ให้”
ร่างบอบบางพยุงตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พลางวิ่งกลับเข้าไปด้านในพร้อมกับบริมาสอย่างว่าง่าย โดยมีเจ้าหลวงวิวัสวัตกับราเชนคอยระวังให้ทั้งสองสาว พอทั้งหมดก้าวเข้ามายังที่ประทับภายใน ทหารรักษาพระองค์คนหนึ่งก็เข้ามารับร่างของราเชน ที่ทรุดฮวบอย่างหมดแรงทันที
“ดูแลเขาด้วย ข้าจะไปพาเจ้าหลวงกับท่านจินดากลับเข้ามาข้างใน” เจ้าวิวัสวัตตรัสพลางเหลือบเนตรไปทางคุณหนูพระจันทร์ที่มองตอบกลับด้วยสายตาเป็นห่วง แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร นอกจากยิ้มน้อยและมองส่งพระองค์ที่เสด็จออกไปเบื้องนอกอย่างรวดเร็ว
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เพียงเวลาไม่นาน เจ้าหลวงวิวัสวัตก็ฝ่าดงธนูเข้าไปสมทบกับเจ้าชายชัยนเรนทร์ และเจ้าฟ้าชายอารยมันได้ พระองค์ทรงคุกพระชงฆ์ลงตรงหน้า และทอดพระเนตรผู้อาวุโสที่มีปฏิกิริยาคล้ายกับสิริกัญญาตรงที่ลืมองค์ไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นท่านจินดาโผเข้ารับคมธนูจนบาดเจ็บแทน
“ฝ่าบาท...”
เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์กะพริบเนตรไปมา และรู้สึกองค์ว่าสมควรทำอะไรในตอนนี้ พระองค์ทรงหักก้านธนูที่เสียบอกท่านจินดาออก แต่แล้วต้องทรงแปลกพระทัยเมื่อธนูนั้นโยกคลอนไปมาคล้ายกับว่าส่วนคมธนูไม่ได้ฝังลงไปในอกขององคมนตรีเฒ่า พระองค์ดึงธนูออกเต็มแรง ก่อนเปิดเสื้อท่านจินดาออก เพื่อดูว่าสิ่งใดกันที่รับคมดอกของลูกธนู
และสิ่งที่เจ้าหลวงทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนั้น เป็นสิ่งที่คุ้นเคยแก่สายพระเนตรดี ด้วยสิ่งที่ปกป้องท่านจินดาไว้ คือจี้สัญลักษณ์ประจำองค์เจ้าหลวง ที่เรียงซ้อนกันสามชั้นอย่างน่าประหลาด โดยชั้นแรกเป็นจี้ประจำองค์เจ้าหลวงแห่งกูรา ซึ่งเป็นของที่เจ้าหลวงฑิคัมพรได้ประทานไว้เมื่อตอนที่ท่านจินดาถูกปลดปล่อยจากพันธะแห่งกูรา มันหักเป็นสองท่อนด้วยแรงปะทะที่พุ่งเข้าหา
ส่วนชั้นที่สองเป็นจี้ประจำองค์เจ้าหลวงแห่งปามะห์ ซึ่งประทานไว้ตอนที่ทรงปราบดาภิเษกเป็นเจ้าแผ่นดินสีทอง เพื่อแทนคำขอบคุณในการที่ท่านจินดาคอยช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่าง มันถูกคมธนูแทงทะลุเป็นรูไปถึงชั้นสุดท้ายที่แทบจะไม่มีริ้วรอยใด ๆ ให้เห็น
และจี้อันสุดท้ายนี้ก็ทำให้เจ้าหลวงทั้งสองพระองค์ถอนปัสสาสะออกมาด้วยความสะทกสะท้านใจ เมื่อมันคือจี้รูปเทพพนม อันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเจ้าผู้ครองน่านฟ้ามืดแห่งกูรา ที่แม้จนบัดนี้ท่านจินดาก็ยังไม่ปลดปล่อยตนเองจากพันธะอดีต
“เข้าไปข้างในเถอะพระเจ้าค่ะ กระหม่อมจะช่วยแบกท่านจินดา” เจ้าหลวงวิวัสวัตตรัสขึ้นรัวเร็ว เมื่อทอดพระเนตรเห็นเจ้าชายสองพระองค์อ่อนกำลังลง และเผลอปล่อยให้ธนูดอกหนึ่งผ่านด่านเข้ามา จนพระองค์เกือบปัดป้องเอาไว้ไม่ทัน
“เดี๋ยวข้าจัดการเอง” เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์ตรัสเสียงเรียบ พลางล้วงเอาแท่งเหล็กขนาดเล็กออกมา ก่อนแนบกับเรียวโอษฐ์ แล้วเป่าลมผ่านแท่งเหล็กจนเกิดเสียงแหลมยาว และฉับพลันเงาดำนับสิบที่เหมือนจะโผล่พรวดออกมาจากม่านอากาศก็พุ่งเข้ามาช่วยเจ้าชายสองพระองค์ปัดป้องคมธนู
หนึ่งในเงาดำที่ปรากฏตัวขึ้น หันมาคุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์เจ้าของนกหวีด ที่ส่งดวงเนตรขัดเคืองกับการที่อีกฝ่ายไม่ออกมาช่วยหยุดยั้งความวุ่นวาย และที่ขัดพระทัยมากที่สุดก็คงเป็นตอนที่แม้จะเห็นเจ้านายของตัวเองได้รับบาดเจ็บ ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรให้เห็น เจ้าหลวงทรงอุ้มท่านจินดาที่ยังไม่ได้สติขึ้น พลางตรัสสั่งหัวหน้าเหล่าคนชุดดำด้วยสุรเสียงราบเรียบ
“พยายามจับเป็นให้หมด ใครขัดขืนให้จับตายได้ทันที!”
“รับด้วยเกล้าพระเจ้าค่ะ” หัวหน้าเงาดำที่ปิดพรางใบหน้าของตัวเองมิดชิดเช่นลูกน้องคนอื่น ก้มศีรษะรับคำ และโบกมือออกคำสั่งกับลูกน้องของตัวเองโดยไม่พูดอะไรอีก
ไม่รู้ว่าเจ้าหลวงจะทรงกริ้วอดีตหัวหน้าหน่วยพิฆาต ที่สอนคนใต้บังคับบัญชาให้เคร่งครัดในคำสั่ง หรือจะกริ้วองค์เองที่ไม่เรียกคนเหล่านั้นออกมาให้ไวกว่านี้ สุดท้ายพระองค์ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเสด็จตามเจ้าหลวงวิวัสวัตที่คอยอารักขาเข้าสู่ที่ปลอดภัย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
กลุ่มแพทย์หลวงเข้ามารับท่านจินดาไปปฐมพยาบาลต่ออย่างรู้หน้าที่ทันที ที่เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์เสด็จเข้าสู่ที่ปลอดภัย สิริกัญญาผวาจะตามไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตรงนี้ยังมีคนเจ็บอยู่อีกหนึ่งคน ที่แม้จะได้รับการปฐมพยาบาลแผลใหม่แล้ว กระนั้นก็ยังไม่ได้รับการตรวจอาการแผลเก่า หญิงสาวจึงเดินไปหยุดต่อหน้าเจ้าของดวงตาสีถ่าน ที่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ
“มีอะไรหรือสิริกัญญา”
“ท่านเองก็ต้องไปให้หมอหลวงตรวจเพิ่มนะคะ”
ความห่วงใยที่แฝงมากับน้ำเสียงราบเรียบ เป็นดั่งน้ำหวานที่ทำให้หัวใจชื่นบาน ราเชนคลี่ยิ้ม พลางมองคนที่พยายามทำหน้าเฉยเมยด้วยดวงตาพราวระยับ ชายหนุ่มแสร้งถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนโครงศีรษะไปมา “ข้าเองก็อยากไปตรวจเพิ่มอยู่หรอกนะ แต่ติดว่าไม่มีคนช่วยพยุงไป เลยต้องนั่งเจ็บอยู่อย่างนี้”
เสียงหัวเราะบางเบาดังมาจากคนที่ได้ยินบทสนทนานี้ถ้วนทั่ว สิริกัญญาเม้มริมฝีปากครู่หนึ่ง พลางรู้สึกเสียทีที่เข้ามาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน ดวงตาสีน้ำเงินหรี่มองคนเจ้าเล่ห์ที่จงใจพูดให้คนอื่นได้ยิน และหากจะทำเป็นไม่สนใจ ก็คงโดนสายตาหลายคู่ส่งแววติเตียนมา หญิงสาวจึงระบายลมหายใจอย่างเชื่องช้า ก่อนตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วยพยุงร่างสูงใหญ่ ที่ลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งทิ้งตัวลงมายังเธอเต็มที่ด้วยรอยยิ้มสมใจ
“อ้าว! พระองค์ก็ทรงบาดเจ็บด้วยนี่” เจ้าฟ้าชายอารยมันตรัสทักอย่างตกพระทัย เมื่อทอดพระเนตรเห็นต้นพระพาหาของเจ้าหลวงวิวัสวัตมีบาดแผลเป็นทางยาว “เสด็จตามไปให้หมอหลวงรักษาด้วยเถอะ พระเจ้าค่ะ”
“เอ่อ...” บริมาสเอ่ยเรียกความสนใจจากเจ้าหลวงและเจ้าฟ้าชาย ก่อนแย้มยิ้มหวาน “หม่อมฉันพาไปให้ไหมเพคะ เพราะอย่างไรก็ต้องตามเพื่อนไปอยู่แล้ว จะได้ไปพร้อมกันเลย”
“ดี ๆ” เจ้าฟ้าชายตรัสอย่างเห็นด้วย ก่อนดันเจ้าหลวงหนุ่มไปทางคุณหนูพระจันทร์ทันที
เจ้าหลวงวิวัสวัตทอดพระเนตรสาวน้อยตรงหน้า ที่ทำเป็นไม่รู้จักพระองค์ดวยแววเนตรแปลกไปเล็กน้อย ก่อนแย้มโอษฐ์นุ่มละมุน “ถ้าอย่างนั้นก็ขอรบกวนด้วยแล้วกัน”
“เชิญเสด็จเพคะ”
และภาพที่เห็นก็ทำให้ทุกคนแปลกใจ เมื่อวรองค์สูงที่ยังยืนมั่นคงอยู่เมื่อครู่ เกิดอาการซวนเซยามก้าวเดิน ทำให้ร่างบอบบางผวาเข้ามาประคับประคองด้วยความห่วงใย และช่วงเวลานั้นพระองค์ก็กดนาสิกลงบนเนียมแก้มหอมกรุ่น โดยที่ไม่มีใครเห็น จนคนถูกขโมยหอมแก้มเบิกตากว้างกับการกระทำที่ไม่คาดคิด แต่จะให้หญิงสาวร้องแรกแหกกระเชอไปก็ใช่ที่ จึงได้แต่เดินหน้าแดงพยุงวรองค์สูงออกไปเป็นคู่ที่สอง ซึ่งทำให้ผู้เฝ้ามองพากันขมวดคิ้ว กับบรรยากาศแปลกประหลาดของหนุ่มสาวสองคู่ที่เดินลับไป
“ช่างเป็นเจ้าหลวงที่มีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวายเข้าหาตลอดเลยนะ” สุรเสียงจากเจ้าหลวงแห่งทาลางทูรช่วยดึงความสนใจจากทุกคนให้หันกลับมามองสถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง
“ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้ความสำราญของแต่ละพระองค์หมดลง” เจ้าหลวงปัฐวิกรณ์ปรายสายพระเนตรไปยังฝั่งผู้ชมภายนอก ที่สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมทั้งมีการทยอยผู้คนออกไปเป็นที่เรียบร้อย ก่อนพยักพักตร์ให้เหล่าทหารรักษาพระองค์เข้าจับคู่กับราชอาคันตุกะที่ตนเองต้องอารักขาทันที
“และเพื่อความปลอดภัยของทุกพระองค์ คงต้องขอเชิญเสด็จกลับสู่ที่พักกันก่อน ทหารของข้าจะคอยอารักขาชนิดไม่ให้เกิดริ้วรอยเลยทีเดียว”
“มีอะไรให้กระหม่อมช่วยไหมพระเจ้าค่ะ” เจ้าฟ้าชายตรัสถามด้วยท่าทางกระตือรือร้น เรียกรอยเอ็นดูจากเจ้าแผ่นดินสีทอง
“ตามเสด็จพ่อของพระองค์ไปเถอะ ทุกอย่างถูกควบคุมไว้หมดแล้ว”
ใช่...เมื่อหน่วยพิฆาตออกมาจัดการเรื่องราววุ่นวายทั้งหมด สิ่งที่ทรงตรัสไว้ก็ไม่เกินความจริงเลยสักนิด ที่ต้องทรงจัดการคงเป็นการสืบเค้น ว่าใครกันที่อาจหาญเข้ามาลอบปลงพระชนม์ในถิ่นเสือ ซึ่งมันจะต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม ที่บังอาจทำให้งานของพระองค์ล้มไม่เป็นท่า
Tags: fiction, novel0 Comments